<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MacroArt Online Business Story by Apisilp Trunganont &#187; youtube</title>
	<atom:link href="http://blog.macroart.net/tag/youtube/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.macroart.net</link>
	<description>รู้มากกว่าที่นึก ลึกมากกว่าที่คิด กับเรื่องราวในโลกธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็น eBay, Google AdSense, Google AdWords, Affiliate Marketing, Search Engine Optimization, Web 2.0 และอื่นๆ อีกมากมาย นำเสนอในรูปแบบวิชาการอ่านง่าย ช่วยให้คุณเสพย์ความรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมองในการย่อยมากนัก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Aug 2011 16:41:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Technology Convergence การบรรจบกันของเทคโนโลยี ทำให้เกิดธุรกิจใหม่เสมอ</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/technology-convergence.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/06/technology-convergence.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jun 2007 15:44:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[convergence]]></category>
		<category><![CDATA[p2p]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/technology-convergence.html</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนมักจะคิดว่าการคิดค้นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจต่างๆ ถูกจับจองไปหมดแล้ว ความคิดนี้อาจจะถูกเพียงครึ่งเดียว ถึงแม้ว่าธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ จะมีคู่แข่งขันอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ยังมีโอกาสธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเกิดขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น ย้อนกลับไปในปี 2000 ยุคที่โปรแกรมแชร์ไฟล์เพลง Napster กำลังโด่งดัง ในยุคนั้น โลกของธุรกิจเพลงถูกครอบงำโดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เพียง 5 ค่าย ซึ่งกินส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 80% และมีธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตเพลงจนถึงการจัดจำหน่าย เป็นเรื่องยากมากที่คู่แข่งจะแทรกตัวเข้าไปได้ แต่เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาๆ คนหนึ่งได้พัฒนาโปรแกรม Napster ขึ้น ยักษ์ใหญ่ก็ถูกเขย่าบัลลังก์ นักศึกษาคนนี้คงจะไปทำร้ายค่ายเพลงไม่ได้ถ้าโลกนี้ปราศจากเทคโนโลยี MP3, CD Ripper และ P2P เทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์เพลง MP3 ถูกพัฒนาขึ้นโดย MPEG องค์กรภายใต้ ISO ผู้กำหนดมาตรฐานสินค้าหลายๆ อย่างบนโลกนี้ MP3 ช่วยให้ไฟล์เพลงความยาว 5 นาที ที่มีขนาดมากกว่า 50 MB หดเล็กลงเหลือเพียง 5 MB ง่ายที่จะ copy ให้คนอื่น [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/06/technology-convergence.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google Convergence ยิ่งรวมกัน ชีวิตยิ่งดีขึ้น โดยไม่ต้องมีปาติหาน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/04/google-convergence.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/04/google-convergence.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2007 18:30:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[นิตยสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[convergence]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[google adsense]]></category>
		<category><![CDATA[google analytics]]></category>
		<category><![CDATA[synergy]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/04/google-convergence.html</guid>
		<description><![CDATA[ผมสมัครสมาชิกของ Blogger ไว้ตั้งแต่ปี 2004 ด้วยความที่ตอนนั้นอยากรู้ว่าบล็อกมันต่างจากไดอารี่ยังไง และบล็อกต่างประเทศสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ได้แค่ลองเล่นเฉยๆ ไม่ได้ลงมือเขียนบล็อกจริงจัง เพราะผมเขียนไดอารี่อยู่ที่ DiaryIS อยู่แล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ผมอยากเขียนบล็อกด้านธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะ ก็เลยเปิดบล็อกใหม่แยกออกมาจาก DiaryIS โดยไปสร้างบล็อกไว้กับ Exteen ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับเขียนบล็อกที่ใช้งานได้ง่ายมาก เว็บไซต์ก็โหลดได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เว็บไซต์ไม่อนุญาตให้โฆษณาขายของ และไม่สามารถนำโปรแกรมวิเคราะห์คนเข้าบล็อกมาติดได้ ผมลองกลับมาเล่น Blogger ดูอีกครั้ง เนื่องจากเห็นหลายๆ บล็อกที่ใช้บริการ Blogger อยู่ สามารถติดโฆษณาของ Google AdSense ได้ และพอได้ลองเล่นมากขึ้นก็พบว่ามันยอดเยี่ยมมากครับ เลยตัดสินใจย้ายข้อมูลจาก Exteen มาอยู่ที่ Blogger และเริ่มเขียนบทความนี้เป็นบทความแรก ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยเห็นโฆษณาของ True Convergence ที่เด็กชายมีเงิน 80 บาท ขอซื้อปาติหานเพื่อช่วยให้น้องสาวของตัวเองหายจากโรคที่เป็นอยู่ คำว่า Convergence ในที่นี้เป็นคำศัพท์ทางธุรกิจและถูกใช้อย่างมากในโลกยุคดิจิตอล ซึ่งคำนี้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Synergy อย่างมาก โดยคำว่า Synergy หมายถึงการที่สองธุรกิจซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ มาผนึกกำลังกันเพื่อสร้างผลประโยชน์บางอย่าง [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/04/google-convergence.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google ประกาศซื้อกิจการ Internet ทั้งโลก (พฤษภาคม 2017)</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/04/google-internet-2017.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/04/google-internet-2017.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2007 15:17:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานแปล]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[doubleclick]]></category>
		<category><![CDATA[gmail]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[microsoft]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/04/google-internet-2017.html</guid>
		<description><![CDATA[12 พฤษภาคม 2017 &#8211; Google Inc. ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจค้นหาข้อมูล ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้เข้าซื้อกิจการ Internet แล้วด้วยมูลค่าสูงถึง 2,455.5 พันล้านเหรียญ ดีลในครั้งนี้ตกเป็นข่าวลือตามเว็บบล็อกต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี และได้รับคำยืนยันจาก CEO แล้ว &#8220;ดีลนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราที่จะช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น&#8221; Eric Schmidt กล่าว &#8220;ด้วยการซื้อกิจการในครั้งนี้ เราสามารถเพิ่มความเร็วของการทำดัชนีข้อมูล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะมาอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของเราทันทีที่มันถูกสร้างขึ้น&#8221; จากการประชุมทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ Larry Page อธิบายถึงกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังการซื้อกิจการครั้งนี้ว่า &#8220;เราพบว่ามันไม่คุ้มเอาเสียเลยถ้าเราจะซื้อ Internet เพียงส่วนเล็กๆ&#8221; ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา Google ได้เข้าซื้อ YouTube ในราคา 1.65 พันล้านเหรียญ DoubleClick 3.1 พันล้านเหรียญ AOL 12.5 พันล้านเหรียญ และเมื่อปีที่แล้วได้เข้าซื้อ Microsoft ด้วยตัวเลขสูงถึง 120 พันล้านเหรียญ เมื่อถูกถามถึงก้าวแรกของการรวมเอา Internet เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของ Google Eric Schmidt [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/04/google-internet-2017.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google ซื้อ DoubleClick ด้วยเงินสดมูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ นี่คือราคาที่สมเหตุสมผล หรือเป็นราคาที่ต้องการเอาชนะ Microsoft กันแน่?</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/04/google-doubleclick-31-microsoft.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/04/google-doubleclick-31-microsoft.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2007 13:43:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[doubleclick]]></category>
		<category><![CDATA[finance]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[merger and acquisition]]></category>
		<category><![CDATA[microsoft]]></category>
		<category><![CDATA[synergy]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/04/google-doubleclick-31-microsoft.html</guid>
		<description><![CDATA[ข่าวออกมาสดๆ ร้อนๆ ว่า Google เป็นป๋าอีกแล้ว คราวนี้ทุ่มเงินซื้อตัวหนู DoubleClick ไปด้วย &#8220;เงินสด&#8221; มูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ เอาชนะเสี่ย Microsoft ไปแบบขาดลอย ราคานี้สูงกว่าที่ Google ให้หนู YouTube ที่ 1.76 พันล้านเหรียญเสียอีก หลายคนอาจสงสัยว่าราคา 3.1 พันล้านเหรียญ (เอากำไรสุทธิของปี 2006 ทั้งปีไปซื้อเว็บเพียงเว็บเดียว) เป็นราคาที่สมเหตุสมผลจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่เสี่ยหนุ่มอย่าง Google อยากเอาชนะอาแปะพุงพลุ้ยอย่าง Microsoft กันแน่? เราลองมาดูกันครับว่าเสี่ย Google อยู่ในอารมณ์อยากประมูลให้ชนะเพื่อความสะใจเฉยๆ หรือว่าเบื้องหลังมีวิธีการคำนวณราคาซื้อที่เหมาะสมกันแน่ เวลาไปซื้อของตามตลาดนัด เคยต่อราคากับแม่ค้าไหมครับ? สมมุติว่าจะซื้อเสื้อยืดตัวละ 199 บาท คุณจะต่อราคาเหลือกี่บาท?บางคนใช้เกณฑ์ว่าเคยซื้อเสื้อคล้ายๆ แบบนี้ได้ที่ราคา 180 บาท ก็ต่อไปที่ 180 บาทบางคนใช้เกณฑ์ว่าแม่ค้าเรียกมาเท่าไหร่ ต้องต่อลงไปซัก 10% ก็บอกไปที่ 180 บาท [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/04/google-doubleclick-31-microsoft.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Network Effect ถ้าโลกนี้มีคนใช้ YouTube, eBay, Pantip แค่คนเดียว ผมก็คงไม่ใช้เว็บเหล่านี้เหมือนกัน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/04/network-effect-youtube-ebay-pantip.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/04/network-effect-youtube-ebay-pantip.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2007 12:29:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[diffusion of innovation]]></category>
		<category><![CDATA[early adopter]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[network effect]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/04/network-effect-youtube-ebay-pantip.html</guid>
		<description><![CDATA[แต่จะด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็มีคนทั่วโลกนับล้านคนที่ใช้บริการเว็บเหล่านี้ Network Effect คือคุณลักษณะที่คุณค่าหลักของสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่อยู่ที่จำนวนผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ยิ่งมีจำนวนมาก คุณค่าก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือถ้าทั้งโลกนี้มีคนใช้โทรศัพท์แค่คนเดียว คุณคงไม่คิดอยากมีโทรศัพท์ใช้ นอกจากว่าคุณจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของคนเดียวคนนั้นที่มีโทรศัพท์ใช้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้ติดต่อสื่อสารกับเขาได้ หรืออาจจะเพียงเพื่อความเท่ที่ได้เป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ได้ใช้โทรศัพท์ก็ได้ แต่พอญาติพี่น้องของคนเดียวคนนั้นเริ่มใช้โทรศัพท์ ก็จะมีญาติพี่น้องของญาติพี่น้องที่อยากใช้บ้างตามมา ท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้โทรศัพท์ก็ขยายเป็นเครือข่ายออกไปทั่วโลก คุณค่าหลักของโทรศัพท์จึงไม่ได้อยู่ที่แผงวงจรอิเล็คทรอนิคส์ภายในเครื่อง ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์อันสวยงามจับถนัดมือของตัวเครื่อง แต่อยู่ที่เครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วทั้งโลก จนเมื่อโทรศัพท์กลายเป็นสินค้าพื้นฐานที่ใช้กันทั่วโลกแล้ว ผู้คนก็จะไม่ได้พิจารณาเรื่องคุณค่าของเครือข่ายการสื่อสารอีก แต่จะไปสนใจที่ความสามารถพิเศษของเครื่องโทรศัพท์แทน หลักการของ Network Effect ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับบริการออนไลน์หลายอย่าง ที่โด่งดังมากในช่วงยุคดอทคอมบูมก็คือโปรแกรม ICQ ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสารด้วยข้อความแบบทันใจ (Instant Messaging) คุณค่าของโปรแกรมนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณค่าของเครือข่ายโทรศัพท์เลย ถ้าคุณไม่มีคนรู้จักที่ใช้โปรแกรมนี้ คุณก็คงไม่รู้ว่าจะใช้มันไปทำไม Network Effect ที่ใช้จับคู่คนสองคนเข้าด้วยกันอีกแบบหนึ่งก็คือ eBay ซึ่งเป็นตลาดประมูลสินค้าออนไลน์ ทำหน้าที่จับคู่ผู้ขายสินค้าเข้ากับผู้ซื้อสินค้า ด้วยความนิยมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เราสามารถขายสินค้าไทยให้กับคนอเมริกันได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็นั่งอยู่ที่บ้านในประเทศของตัวเอง นอกจากเครือข่ายของการสื่อสารและการจับคู่คนแล้ว Network Effect ยังถูกนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์ของเครือข่ายผู้สร้าง content ด้วย อย่างเช่น YouTube ที่มีผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปโพสต์ไฟล์วิดีโอไว้ และให้คนทั่วไปเข้าไปโหลดดูได้ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/04/network-effect-youtube-ebay-pantip.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Social Business Enterprise เมื่อเป้าหมายธุรกิจไม่ใช่เพื่อ Maximize Profit แต่เพื่อ Minimize Poverty</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/04/social-business-enterprise-maximize.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/04/social-business-enterprise-maximize.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2007 11:48:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[collaboration]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[google adsense]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[social]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/08/social-business-enterprise-maximize.html</guid>
		<description><![CDATA[ได้ดูรายการชีพจรโลกโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของ Dr. Muhammad Yunus เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 ซึ่งผมมองว่าเป็นบุคคลที่มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก น่าที่จะลองศึกษาแนวคิดของเขาดู โดยเฉพาะนักศึกษา MBA ที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อ Maximize Profit ทำอย่างไรก็ได้ให้บริษัทมีกำไรมากที่สุด ขณะที่แนวคิดของ Dr. Yunus กลับเป็นการ Minimize Poverty หรือการลดจำนวนคนยากจนให้เหลือน้อยที่สด รวมถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกๆ ว่าการลดจำนวนคนจน มันไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจ น่าจะเรียกว่ามูลนิธิมากกว่า ถ้าทำธุรกิจเพื่อคนจน ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร (แต่ถ้าทำธุรกิจหากินกับคนจน แบบนี้มีโอกาสรวยล้นฟ้าได้ครับ) แต่ Dr. Yunus ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ อย่างเช่นธุรกิจ Village Phone ที่มีแนวคิดว่าคนในชนบทของบังกลาเทศขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร Dr. Yunus ก็ใช้วิธีปล่อยกู้ให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้านตามชนบทเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ แล้วให้ทำอาชีพเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสาธารณะ (เหมือนการตั้งโต๊ะมือถือตามหอพักนักศึกษาในสมัยก่อนครับ ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีอยู่มั้ย นักศึกษาส่วนใหญ่คงมีมือถือเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว) คนในหมู่บ้านที่ต้องการการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่มีโทรศัพท์ ก็มาใช้บริการได้ คนที่ให้บริการก็มีรายได้เสริม หลักการดำเนินธุรกิจของ Dr. Yunus [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/04/social-business-enterprise-maximize.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Viral Marketing ของ น้องพริก คลิปหลุด หรือ คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/04/viral-marketing.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/04/viral-marketing.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Apr 2007 06:35:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[marketing mix]]></category>
		<category><![CDATA[mobile commerce]]></category>
		<category><![CDATA[viral marketing]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/04/viral-marketing/</guid>
		<description><![CDATA[เป็นข่าวใหญ่โตกันมาเดือนกว่า ว่ามีคลิปหลุดของ &#8220;น้องพริก&#8221; กานต์ชนิต โชว์หวิวหน้าเว็บแคม ซึ่งมีทั้งหมดถึง 3 ภาคด้วยกัน ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนชาวเน็ตว่าเป็น &#8220;คลิปหลุด&#8221; จริง หรือเป็น &#8220;คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น&#8221; กันแน่ ในที่สุดวันนี้ก็มีคำเฉลยออกมาแล้ว แต่เราได้เรียนรู้อะไรจากปรากฎการณ์นี้บ้าง? ใครที่ได้ดูคลิปทั้ง 3 ภาคแล้ว คงจะได้เห็นภาพเหมือนกับที่ผมเห็น ในภาคแรก น้องพริก เธอนั่งทำท่ายั่วยวนอยู่หน้าเว็บแคม ชวนให้คิดว่าเธอกำลังเล่นเว็บแคมเสียวกับคู่สนทนาอยู่หรือเปล่า คู่สนทนาอาจจะจงใจแกล้งเธอด้วยการ capture ภาพมาเผยแพร่ ภาคแรกจบลงด้วยการยั่วผู้ชมว่าให้ติดตามต่อภาคสอง พอมาถึงภาคที่สอง คราวนี้ น้องพริก เธอถอดบรา มองเห็นจุกที่นูนขึ้นมาภายใต้เสื้อสีขาวบาง งานนี้อารมณ์ของผู้ชมเตลิดไปใหญ่แล้วล่ะครับ มีการส่งต่อคลิปกันมากมาย คลิปภาคสองจบลงเหมือนภาคแรก คือทิ้งท้ายว่าให้รอติดตามภาคจบ ผู้ชมต่างก็จินตนาการไปเรียบร้อยแล้วว่าคงได้เห็นของดีในตอนอวสาน แล้วภาคที่สามก็ถูกเผยแพร่ออกมา ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนคงผิดหวัง เพราะได้เห็นแค่ น้องพริก ขยำหน้าอกตัวเองนิดหน่อย แล้วก็เฉลยในตอนท้ายว่านี่คือการโฆษณาสินค้า ในขณะที่ผมกำลังเขียนบล็อกนี้ (29 มีนาคม 2550 04.00 น.) ผมได้เก็บสถิติจำนวนคนเข้าชมแต่ละคลิปไว้ดังนี้ครับ คลิปที่ 1 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 18 [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/04/viral-marketing.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

