<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MacroArt Online Business Story by Apisilp Trunganont &#187; web development</title>
	<atom:link href="http://blog.macroart.net/tag/web-development/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.macroart.net</link>
	<description>รู้มากกว่าที่นึก ลึกมากกว่าที่คิด กับเรื่องราวในโลกธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็น eBay, Google AdSense, Google AdWords, Affiliate Marketing, Search Engine Optimization, Web 2.0 และอื่นๆ อีกมากมาย นำเสนอในรูปแบบวิชาการอ่านง่าย ช่วยให้คุณเสพย์ความรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมองในการย่อยมากนัก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Aug 2011 16:41:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>HTML 5 มีไว้เพื่อใคร?</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/01/who-need-html-5.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/01/who-need-html-5.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Jan 2008 09:15:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[disability]]></category>
		<category><![CDATA[html 5]]></category>
		<category><![CDATA[search engine optimization]]></category>
		<category><![CDATA[semantic]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2008/01/who-need-html-5.html</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้มีข่าวเรื่อง HTML 5 ออกมาให้นักพัฒนาเว็บได้ติดตามกัน มีแท็กใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายแท็ก จนหลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าแท็กพวกนี้มันจะมีไปทำไมเนี่ย? จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของสิทธิและความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติเลยครับ ก่อนอื่นจะขอสรุปว่า HTML 5 มีแท็กอะไรใหม่บ้าง คงไม่อธิบายครบทุกแท็กนะครับ จะยกมาเฉพาะที่น่าสนใจเท่านั้น โดยผมสรุปจากเว็บ A Preview of HTML 5 by Lachlan Hunt และ X/HTML 5 Versus XHTML 2 แท็กชุดแรกเป็นเรื่องของโครงสร้างหน้าเว็บที่อยู่ภายใต้ &#60;body&#62; ได้แก่ &#60;header&#62; &#60;nav&#62; &#60;article&#62; &#60;section&#62; &#60;aside&#62; และ &#60;footer&#62; ซึ่งในยุคของ HTML 4 เรามักจะใช้แท็ก &#60;div&#62; ในการวางโครงสร้างของหน้าเว็บ โดยกำหนดพารามิเตอร์ id และ class ซึ่งมีการตั้งชื่อตามแต่คนออกแบบเว็บจะตั้ง ไม่ได้มีมาตรฐานอะไรมากำหนด แต่ในยุค HTML 5 [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/01/who-need-html-5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>21</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pair Programming จับคู่ซิ่งเขียนโปรแกรม</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Dec 2007 14:50:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html</guid>
		<description><![CDATA[มาโครอาร์ตฟิล์มนำเสนอภาพยนตร์ฮาทะลักต่อมอะดรีนาลีนแตก ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่บล็อกโปรโมทหนัง ถึงชื่อบทความนี้จะออกแนวคล้ายชื่อหนังไปหน่อย แต่จริงๆ แล้ว Pair Programming คือเทคนิคหนึ่งในการเขียนซอฟท์แวร์ที่โปรแกรมเมอร์สองคนทำงานร่วมกันโดยมีคีย์บอร์ดให้ใช้เพียงอันเดียว (อนาถายิ่งนัก) ไม่ได้ยากไร้ขนาดนั้นหรอกครับ แต่มันมีเหตุผลเบื้องหลังที่ให้โปรแกรมเมอร์สองคนทำงานโดยใช้หนึ่งคีย์บอร์ดหนึ่งคอมพิวเตอร์อยู่ ผมเคยทำ Pair Programming อยู่ครั้งนึงครับ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ถ้าใครมี source code ของโปรแกรม MySQL อยู่ ลองเปิดไฟล์ชื่อ ctype-tis620.c ขึ้นมาดูครับ (ไฟล์อยู่ใน directory ไหนก็ไปควานหาเองละกัน) จะพบส่วนคอมเมนต์บริเวณหัวไฟล์ที่มีชื่อของผู้ร่วมพัฒนาไฟล์นี้อยู่ จะพบชื่อของผมกับชื่อของคุณ Korakot Chaovavanich ซึ่งเป็นคนที่ทำ Pair Programming ร่วมกับผมในตอนนั้น (ปัจจุบันบวชเป็นครูบาอยู่ที่ชลบุรีได้เกือบสองปีแล้ว) โปรแกรมเมอร์สองคนที่ทำ Pair Programming ร่วมกัน คนหนึ่งทำหน้าที่จับคีย์บอร์ดเพื่อเขียนโปรแกรม ซึ่งเรียกคนนี้ว่าคนขับ ส่วนอีกคนทำหน้าที่คอยดูว่ามีช่องโหว่อะไรเกิดขึ้นในโปรแกรมหรือไม่ หรือมีไอเดียอะไรที่ดีกว่าวิธีที่คนขับกำลังเขียนอยู่หรือเปล่า คนนี้เรียกว่าเนวิเกเตอร์ สองคนนี้อาจจะสลับตำแหน่งกันไปมาได้ คนขับขับไปสักพักเริ่มเหนื่อยก็เปลี่ยนให้เนมาขับแทน แล้วตัวเองไปนอน เอ้ย ไปนั่งดูเหมือนที่เนทำ การทำ Pair Programming [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอา Toyota Production System (TPS) มาใช้กับการพัฒนาเว็บขนาดใหญ่</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/12/toyota-production-system-in-large-scale-web-development.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/12/toyota-production-system-in-large-scale-web-development.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Dec 2007 18:42:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[project management]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/12/toyota-production-system-in-large-scale-web-development.html</guid>
		<description><![CDATA[สมัยที่ผมเรียน ป.โท อาจารย์ที่สอนวิชา Operation Management ให้ทำเคสการผลิตรถยนต์ของโรงงานโตโยต้า ซึ่งมีการใช้ Toyota Production System หรือ TPS ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ตั้งแต่ชิ้นส่วนต่างๆ จนกลายเป็นรถยนต์ที่วิ่งได้หนึ่งคัน ผมพบว่าหลักของ TPS บางอย่างสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนยุ่งเหยิงได้ด้วย TPS คือปรัชญาในการผลิตที่โตโยต้าคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้การผลิตรถยนต์ในยุคปัจจุบันเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น ลดปริมาณของเสียให้น้อยลง กล่าวกันว่าทุกหนึ่งนาทีจะมีรถยนต์ออกจากสายการผลิตโตโยต้าหนึ่งคัน ด้วย TPS นี้เองที่ทำให้โตโยต้าขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ Top 3 ของโลก ท้าทายผู้นำอย่างฟอร์ดและจีเอ็ม ถ้าในยุคของ Car Assembly 1.0 ฟอร์ดคือผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ในการผลิตรถยนต์ด้วยการใช้สายการผลิตที่เลียนแบบมาจากโรงงานชำแหละเนื้อแทนการประกอบรถยนต์แบบแฮนด์เมดดั้งเดิม ในยุคของ Car Assembly 2.0 ก็ต้องยกให้โตโยต้าเป็นผู้นำ ด้วย TPS ทำให้โตโยต้าไม่ต้องสต็อกชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ ไม่ต้องมีลานจอดที่กว้างมหาศาลเพื่อใช้เป็นโกดังเป็นสต็อกรถที่ประกอบเสร็จแล้ว และทำให้สามารถผลิตรถยนต์ที่มีสีสันแตกต่างกัน มี option แตกต่างกันตามคำสั่งซื้อของลูกค้า โดยใช้สายการผลิตเส้นเดียวกันได้ เป้าหมายของ TPS คือการลดของเสีย (Muda ในภาษาญี่ปุ่น หรือ Waste ในภาษาอังกฤษ) [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/12/toyota-production-system-in-large-scale-web-development.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>15</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำเว็บขายหนังสือด้วย Ajax</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/11/develop-online-bookstore-using-ajax.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/11/develop-online-bookstore-using-ajax.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Nov 2007 16:18:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[ajax]]></category>
		<category><![CDATA[e-commerce]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/11/develop-online-bookstore-using-ajax.html</guid>
		<description><![CDATA[นอกจากจะขายผ่านซีเอ็ดแล้ว ผมอยากจะลองขายหนังสือ Google Maps มหัศจรรย์แผนที่ออนไลน์ ผ่านบล็อกตัวเองดูด้วย และด้วยความที่อยากจะลองเล่น Ajax ดู ก็เลยตั้งโจทย์ขึ้นมาว่าจะพัฒนาเว็บอีคอมเมิร์ซแบบง่ายๆ ที่กระบวนการทุกอย่างเสร็จได้ภายในเว็บเพียงหน้าเดียว โดยส่วนใหญ่แล้ว อีคอมเมิร์ซของคนไทยจะเป็นแนวลูกทุ่งๆ หน่อย คือลูกค้าเข้ามาเลือกดูสินค้าในเว็บที่ทำตัวเป็นเพียง catalog สินค้า สนใจสินค้าชิ้นไหนก็ดูราคา ดูค่าส่ง ดูว่าจะต้องโอนเงินเข้าธนาคารไหน จากนั้นก็ไปที่ ATM เพื่อโอนเงิน พอโอนเสร็จก็ส่ง e-mail แจ้งเจ้าของร้านว่าจะสั่งซื้อสินค้าอะไรบ้าง ได้โอนเงินเข้าธนาคารอะไรเมื่อวันที่เท่าไหร่ จากนั้นก็รอรับสินค้าทางไปรษณีย์ แต่ถ้าเป็นอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การดูรายละเอียดสินค้า หยิบสินค้าใส่ตะกร้า checkout ใส่ชื่อที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า และชำระเงินผ่านบัตรเครดิต จะถูกเชื่อมต่อกันเป็น process flow เดียว อีคอมเมิร์ซที่ผมตั้งโจทย์ขึ้นมา ผมอยากให้มันเป็นลูกกรุงหน่อย คือมีระบบสั่งสินค้า ใส่ชื่อที่อยู่ และแจ้งการชำระเงินผ่านทางเว็บไซต์ (จากเดิมที่ลูกทุ่งทำผ่าน e-mail) แต่ผมคงไม่ทำแบบเต็มระบบถึงขนาดรับบัตรเครดิต เพราะไม่ได้ทำใหญ่โตอะไรครับ เรียกว่าทำอีคอมเมิร์ซแบบโฮมเมดละกัน (ฟังดูน่ากินยังไงชอบกล) ดังนั้นระบบอีคอมเมิร์ซของผมก็จะถูกแบ่งออกเป็นสอง process flow คือส่วนสั่งซื้อหนังสือ โดยที่ผมมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นมาหน่อย คือลูกค้าจะขอให้เซ็นชื่อลงในหนังสือหรือไม่ก็ได้ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/11/develop-online-bookstore-using-ajax.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์ จะคิดราคาอย่างไรดี?</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/11/how-to-quote-web-development-cost.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/11/how-to-quote-web-development-cost.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Nov 2007 17:08:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/11/how-to-quote-web-development-cost.html</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนที่ทำอาชีพรับจ้างพัฒนาเว็บไซต์จะรู้สึกลำบากใจเวลาที่ลูกค้าถามว่า &#8220;project นี้ราคาเท่าไหร่?&#8221; และจะยิ่งลำบากใจมากขึ้นถ้าคุณบอกตัวเลขไปว่า &#8220;หนึ่งแสนบาท&#8221; แล้วลูกค้าทำหน้าเรียบเฉย เดาไม่ออกว่าลูกค้ารู้สึกว่าถูกไปหรือแพงไป ถึงแม้ว่าตัวเลขราคาจะสำคัญต่อการตัดสินใจของลูกค้า แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือที่มาของตัวเลขนั้นๆ ลูกค้าบางคนที่ได้ยินราคาหนึ่งแสนบาทแล้วรู้สึกว่าแพง เพราะเขามักจะคิดว่า scope งานไม่น่าใหญ่ถึงขนาดที่ต้องจ่ายเพงแบบนี้ แต่ลูกค้าบางคนได้ยินหนึ่งแสนบาทแล้วอาจจะรู้สึกว่าถูกจนไม่น่าไว้วางใจว่าจะทำงานออกมาได้ตามที่คาดหวังไว้หรือเปล่า สิ่งที่ผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์จะต้องทำก็คือการแจกแจงให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดว่าราคาที่คุณตั้งขึ้นมานั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร วิธีการที่นิยมใช้กันก็คือการแจกแจงรายละเอียดออกมาเป็นจำนวนชั่วโมงที่ใช้ในการทำงาน วิธีการแจกแจงชั่วโมงการทำงานที่ดีควรจะแบ่งออกมาตามประเภทของงานว่าต้องใช้เวลาออกแบบเว็บกี่ชั่วโมง ใช้เวลาเขียนโปรแกรมกี่ชั่วโมง เป็นต้น ไม่ใช่สรุปออกมาเป็นตัวเลขเดียวว่า project นี้ใช้เวลาทั้งหมด 100 ชั่วโมง ซึ่งมันแทบไม่ต่างอะไรกับการบอกตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว ผมมีตัวอย่างตัวเลขจากบริษัทรับพัฒนาเว็บแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทอเมริกาที่มีออฟฟิศอยู่ในไทย (outsource งานมาที่ประเทศไทย) แต่รับงานจากลูกค้าในอเมริกา Role Hours Rates Subtotal Business Strategy 15 $171 $2,565 Project Management 44 $69 $3,036 Information Architecture 30 $42 $1,260 Interface Design 42 $48 $2,016 [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/11/how-to-quote-web-development-cost.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>71</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Web Design For Blind Man การออกแบบเว็บเพื่อให้คนตาบอดใช้งานได้</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/web-design-for-blindman.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/06/web-design-for-blindman.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Jun 2007 15:18:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[disability]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/web-design-for-blindman.html</guid>
		<description><![CDATA[ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีโปรแกรม JAWS ที่ใช้อ่านข้อความที่ปรากฎบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และสังเคราะห์ออกมาเป็นเสียงภาษาอังกฤษ และมีโปรแกรม PPA Tatip ที่สามารถสังเคราะห์เสียงภาษาไทยได้ ซึ่งช่วยให้คนตาบอดมีโอกาสที่จะใช้งานคอมพิวเตอร์ได้เหมือนคนตาดี แต่เราก็ยังต้องตระหนักถึงการออกแบบโปรแกรมซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่จะต้องเป็นมิตรกับคนตาบอดด้วย และยิ่งไปกว่านั้นก็คือการออกแบบเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่จะช่วยให้คนตาบอดใช้งานเว็บนั้นๆ ได้สะดวก W3C ได้กำหนดมาตรฐานการสร้างเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถเข้าถึงเว็บได้ง่าย เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บ โดยล่าสุดได้มีการปรับปรุง Web Content Accessibility Guidelines 2.0 ไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2007 มีเนื้อหาใจความโดยสรุปดังนี้ กฎข้อที่ 1: รับรู้ได้ &#8211; เนื้อหาและองค์ประกอบ user interface จะต้องทำให้ผู้ใช้รับรู้ได้ทั้งหมด หมายถึงเนื้อหาต่างๆ ภายในเว็บที่ไม่ใช่ตัวอักษร เช่น รูปภาพ กราฟ แผนผังต่างๆ จะต้องมี text alternative ที่ให้ข้อมูลว่าเนื้อหานั้นๆ คืออะไร เพื่อที่ text alternative เหล่านี้จะถูกแปลงเป็นเสียงอ่านที่คนตาบอดรับรู้ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อความกำกับรูปภาพทุกรูป พวกรูปที่ใช้เพื่อการจัดรูปแบบหรือตกแต่งเว็บก็ไม่ต้องใส่ กฎข้อที่ 2: จัดการได้ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/06/web-design-for-blindman.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blind Man Can Do! เมื่อผมต้องสอนนักศึกษาตาบอดให้เขียนเว็บเป็น</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/blind-man-can-do.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/06/blind-man-can-do.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Jun 2007 15:17:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[disability]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/blind-man-can-do.html</guid>
		<description><![CDATA[ดร.สาลินี อันตรเสน อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอาจารย์ประจำวิชา Creative Writing ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเขียนเว็บให้กับนักศึกษา มันคงจะไม่ยากอะไรถ้าเป็นนักศึกษาปกติ แต่นักศึกษาที่มาเรียนกับผมคือนักศึกษาพิเศษ บางคนนั่งวีลแชร์ บางคนมองเห็นผมพูดแต่จะไม่ได้ยินเสียงผม และบางคนได้ยินเสียงผม แต่มองไม่เห็นผม รวมถึงมองไม่เห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย สอนคนธรรมดาให้เขียนเว็บเป็นก็ว่ายากแล้วนะครับ การสอนคนที่มองไม่เห็นเว็บให้เขียนเว็บเป็นจะยากขนาดไหน??? ในตอนแรกผมขอต่อรองว่าสอนนักศึกษาให้เล่นเว็บเป็นก่อนดีไหม เพราะหลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยจับคอมพิวเตอร์มาก่อนเลย แต่ก็มีปัญหาว่าไม่สามารถหาคอมพิวเตอร์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตให้นักศึกษาใช้ในวันเรียนได้ เลยต้องยอมสอนเขียนเว็บบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ offline อยู่ ผมต่อรองอีกครั้งว่าให้ใช้โปรแกรมอย่าง Microsoft Word ทำเว็บดีไหม เพราะแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการลงไป จากนั้นก็ Save As ให้เป็น HTML ก็จะได้เว็บเพจออกมาหนึ่งหน้าแล้ว แต่อาจารย์บอกว่านักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นหลายคนที่เคยใช้ Microsoft Word ก็บอกว่าใช้งานยาก ผมมานั่งนึกดูก็พบว่าจริง ลองพิสูจน์ได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง ให้หลับตา เปิดโปรแกรม Microsoft Word ขึ้นมา พิมพ์ข้อความลงไป จากนั้นให้จัดข้อความให้อยู่กลางหน้าดูครับ คุณจะพบว่าเมื่อคุณหลับตาก็จะใช้เมาส์ไม่ได้เลย การจะคลิกให้โดนปุ่มจัดกลางหน้าจอจึงเป็นไปไม่ได้ แปลว่าผมจะต้องสอนให้นักศึกษาพิเศษใช้โปรแกรม Notepad ในการเขียนเว็บ โดยจะต้องสอนภาษา [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/06/blind-man-can-do.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Process of Successful Website Development 3 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 3</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website_13.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website_13.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 May 2007 22:49:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/05/process-of-successful-website_13.html</guid>
		<description><![CDATA[สารบัญ กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 1 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 3 มาถึงตอนสุดท้ายของบทความไตรภาคแล้วนะครับ จากตอนที่แล้วที่ผมทิ้งท้ายไว้โดยให้ทายว่าเฟสไหนของการพัฒนาเว็บไซต์ที่มีความสำคัญมากที่สุด? ระหว่าง Requirement Development หรือ Implement? ก่อนที่จะเฉลย เราลองมาดูภาพก้อนน้ำแข็งกันก่อนครับ ก้อนน้ำแข็งในมหาสมุทร เว็บไซต์ก็เหมือนก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในทะเล คุณมองเห็นเพียงหน้าตาเปลือกนอกของเว็บไซต์ เหมือนที่คุณมองเห็นเพียงส่วนยอดของก้อนน้ำแข็ง แต่ลึกลงไปยังมีอะไรที่มากกว่านั้นซุกซ่อนอยู่ สิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำคือ e-Business Model ที่เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจของเว็บไซต์ บางครั้งหน้าตาของเว็บไซต์อาจไม่แตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่ต่างก็คือรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และส่วนที่อยู่ลึกที่สุดก็คือ Vision หรือวิสัยทัศน์ของเว็บไซต์นั้นๆ หรืออาจจะเป็น Business Philosophy หรือปรัชญาในการทำเว็บไซต์ ซึ่งวิสัยทัศน์และปรัชญานี้แหละที่เป็นกรอบในการออกแบบโมเดลธุรกิจ ลองนึกภาพคนสองคนที่อายุเท่ากัน ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่ทั้งคู่มีปรัชญาการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน คนหนึ่งให้ความสำคัญกับการหาเงิน อีกคนหนึ่งให้ความสำคัญกับความสุขในชีวิต ทั้งสองคนนี้ย่อมมีวิถีทางการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราลองมาดูก้อนน้ำแข็งของ Google กัน ก้อนน้ำแข็งของ Google ธุรกิจของ Google นั้นเริ่มมาจากปรัชญาที่ว่า &#8220;To organize [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website_13.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Process of Successful Website Development 2 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 2</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website_10.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website_10.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 May 2007 22:39:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/05/process-of-successful-website_10.html</guid>
		<description><![CDATA[สารบัญ กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 1 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 3 จากตอนที่แล้วที่ผมเกริ่นเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเว็บไซต์ขนาดใหญ่เอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากปัญหาของการเข้าใจไม่ตรงกัน รวมถึงการสื่อสารไม่ตรงกันระหว่างบริษัทผู้เป็นเจ้าของเว็บ และ Software House ที่ทำหน้าที่พัฒนาเว็บ บทความตอนนี้จะอธิบายถึงกระบวนการพัฒนาเว็บที่ควรจะเป็น เพื่อลดปัญหาการมองเห็นภาพที่ไม่ตรงกันของทั้งสองฝ่ายลง กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ขนาดใหญ่ถูกแบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสแรกคือ Requirement เป็นมุมมองความต้องการทางธุรกิจ เพื่อหาคำตอบว่าจะมีเว็บไซต์ไปเพื่ออะไร มีไปเพื่อใคร และอะไรคือสิ่งที่จะช่วยให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราเปรียบเทียบกับการสร้างบ้าน เฟสนี้ก็คือการมองหาความต้องการของเจ้าของบ้านนั่นเอง เจ้าของบ้านอาจจะต้องการบ้านสองชั้น สามห้องนอน สามห้องน้ำ ตัวบ้านเย็น อากาศถ่ายเทสะดวก ฯลฯ เฟสที่สองคือ Development เป็นขั้นตอนการก่อสร้างเว็บไซต์อย่างมีระบบแบบแผนให้เป็นไปตามความต้องการทางธุรกิจ เปรียบเสมือนส่วนที่ผู้รับเหมา (Software House) และช่าง (Designer &#38; Programmer) จะต้องทำงานให้แก่ลูกค้า เฟสที่สามคือ Implement หรือการนำเว็บไซต์ที่พัฒนาเรียบร้อยแล้วไปใช้งานจริง Requirement Requirement ที่ดีจะต้องเริ่มต้นจาก Vision/Mission [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website_10.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Process of Successful Website Development 1 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 1</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 May 2007 22:38:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/05/process-of-successful-website.html</guid>
		<description><![CDATA[สารบัญ กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 1 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 2 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 3 บทนำ เนื้อหาที่ผมเขียนในบทความนี้ สรุปรวบรวมมาจากประสบการณ์ด้านเทคนิคอลในวงการดอทคอมมา 12 ปี ผนวกเข้ากับความรู้ด้านธุรกิจที่ได้ร่ำเรียนมา สร้างออกมาเป็น Methodology ที่ผมใช้ในการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าที่สนใจจะทำเว็บไซต์ครับ โดยปกติแล้ว องค์กรธุรกิจที่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มักจะมีมุมมองต่อเว็บไซต์ที่แบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าเว็บเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง (just a tool) ที่ช่วยเสริมในธุรกิจหลักขององค์กร ที่เห็นได้ชัดก็คือบริษัทที่มีเว็บไซต์เพื่อลงข้อมูลประวัติบริษัท วิสัยทัศน์ พันธกิจ ที่อยู่และเบอร์ติดต่อบริษัท ฯลฯ บริษัทเหล่านี้จึงมองว่าเว็บไซต์เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์องค์กร แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าเว็บไซต์คือสิ่งที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้เหนือกว่าคู่แข่ง บางบริษัทใช้เว็บไซต์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เช่น สายการบินต้นทุนต่ำที่มีเว็บไซต์เปิดให้ลูกค้าเข้ามาจองตั๋วเครื่องบินได้ หรือบางบริษัทอาจจะใช้เว็บไซต์เป็นธุรกิจหลัก ถ้าขาดเว็บไซต์ไปก็จะไม่มีธุรกิจเลย เช่น เว็บ Pantip.com ที่ทำธุรกิจสร้าง Community เพื่อให้เกิด Traffic จนสามารถนำพื้นที่บนเว็บไซต์มาขายโฆษณาได้ ถ้าเป็นบริษัทกลุ่มแรก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่มีหลายขั้นตอนแบบที่ผมเขียนในบทความนี้ครับ เพราะบริษัทเหล่านี้สามารถว่าจ้าง Web Designer ให้ออกแบบเว็บไซต์ให้ได้ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/05/process-of-successful-website.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

