<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MacroArt Online Business Story by Apisilp Trunganont &#187; web 2.0</title>
	<atom:link href="http://blog.macroart.net/tag/web-20/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.macroart.net</link>
	<description>รู้มากกว่าที่นึก ลึกมากกว่าที่คิด กับเรื่องราวในโลกธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็น eBay, Google AdSense, Google AdWords, Affiliate Marketing, Search Engine Optimization, Web 2.0 และอื่นๆ อีกมากมาย นำเสนอในรูปแบบวิชาการอ่านง่าย ช่วยให้คุณเสพย์ความรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมองในการย่อยมากนัก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Aug 2011 16:41:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครคูณเลขได้มากกว่ากัน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2009 19:33:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[collaborative filtering]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[ning]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[posterous]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[traffic management]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[viral marketing]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=805</guid>
		<description><![CDATA[จากบทความตอนที่แล้วเรื่อง ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากกว่ากัน ผมได้อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้คนเลือกที่จะใช้เว็บใดๆ เพราะเว็บนั้นตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเขาได้ อย่างไรก็ตาม การทำให้คนเข้าเว็บเยอะๆ ได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยอื่นนอกจากการตอบสนองความต้องการด้วย การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกได้นั้นต้องอาศัยการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การทำ Search Engine Marketing การใช้ Social Media Marketing หรือการตลาดอื่นๆ แต่การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกแล้วมีการแวะเข้ามาหลังจากนั้นอีก จะต้องอาศัยเนื้อหาที่มีคุณภาพ จึงมีคำกล่าวที่ว่า Content Is King เว็บไซต์ที่มีรูปแบบ Owner-generated content หรือเจ้าของเว็บเป็นผู้สร้างเนื้อหาขึ้นมา กลไกหลักที่จะขับเคลื่อนเว็บและทำให้มีคนเข้าเว็บมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ตัวเจ้าของเว็บเอง ถ้าเจ้าของเว็บสร้างเนื้อหาออกมาได้ &#8220;ถูกจริต&#8221; คนเข้าเว็บ เนื้อหานั้นก็เปรียบเสมือน &#8220;ตัวคูณ&#8221; ที่มีค่ามาก เนื้อหาหนึ่งชิ้นอาจสร้างคนเข้าเว็บได้นับพันนับหมื่น ตัวอย่างของเว็บไซต์ประเภทนี้ก็คือบล็อก บล็อกที่มีเนื้อหาสาระดีก็จะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการแสวงหาความรู้ บล็อกที่มีเนื้อหาตลกขบขันจะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการคลายเครียด ส่วนบล็อกที่เจ้าของเป็นผู้หญิงสวยที่ชอบถ่ายรูปตัวเองลงบล็อก ก็จะดึงดูดผู้ชายได้จำนวนมาก ขณะที่เว็บไซต์แบบ User-generated content หรือผู้ใช้เว็บเป็นผู้สร้างเนื้อหา ปัจจัยที่ทำให้คนเข้าเว็บเยอะจะขึ้นกับตัวคูณสองตัว คือเนื้อหาที่มีในเว็บสามารถดึงดูดคนเข้าเว็บได้มากแค่ไหน และคนเข้าเว็บลงมือสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจมากแค่ไหน เว็บ UGC ที่ล้มเหลวคือเว็บที่ตัวคูณทั้งสองตัวนี้มีค่าต่ำมาก มีคนเข้าเว็บมาแต่ก็ไม่ได้ช่วยสร้างเนื้อหาอะไร เนื้อหาที่มีอยู่ก็ไม่น่าสนใจมากพอจะดึงดูดคนเข้าเว็บรายใหม่ๆ ลองนึกภาพเว็บบอร์ดที่สมัยนี้ใครๆ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>26</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Zickr Feed + Yahoo! Pipes = ลิงก์ที่ถูกโหวตมากที่สุดของคุณเอง</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/01/zickr-feed-yahoo-pipes-most-voted-links.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/01/zickr-feed-yahoo-pipes-most-voted-links.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Jan 2009 22:04:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[api]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[mashup]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo pipes]]></category>
		<category><![CDATA[zickr]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=737</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆ เว็บในยุค Web 2.0 มักจะมีระบบการโหวต ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถโหวตให้กับเนื้อหาที่ตัวเองชอบได้ เนื้อหาใดที่ถูกโหวตเยอะๆ แสดงว่ามีคนจำนวนมากที่ชอบเนื้อหานั้น เจ้าของเว็บก็มักจะนำเนื้อหาเหล่านี้ไปวางในจุดที่มีผู้ใช้เห็นเยอะๆ เป็นนัยยะว่านี่คือเนื้อหาที่น่าสนใจนะ คุณน่าจะลองเข้าไปดูบ้าง ผมเองก็พยายามเอาวิธีนี้มาใช้กับบล็อกผมอยู่เหมือนกัน เพราะมีหลายบทความที่ถึงแม้จะเก่าจนตกไปอยู่หน้าหลังๆ แล้ว แต่เชื่อว่าบทความเหล่านั้นน่าจะมีประโยชน์กับขาจรที่เข้ามาอ่านเว็บผม เผื่อว่าเขาจะสนใจอ่านบทความอื่นๆ ต่อ เจ้าของบล็อกส่วนใหญ่จะใช้วิธีเลือกบทความเจ๋งๆ ของตัวเอง เอามาทำลิงก์ไว้ที่ Sidebar แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง ลิงก์ก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผู้อ่านลายตา เลือกไม่ถูกว่าจะคลิกไปอ่านลิงก์ไหนดี ซึ่งวิธีที่เหมาะสมก็คือการทำลิงก์จำนวนไม่มากไปยังบทความที่คนสนใจจริงๆ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าบทความไหนล่ะที่คนสนใจ? นั่นก็คือจะต้องใช้ระบบโหวตเข้ามาช่วยตัดสิน แต่ Blog Software ส่วนใหญ่ไม่มีระบบโหวตบทความ นั่นเป็นเพราะว่าระบบโหวตจะเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อผู้โหวต 1 คนมี 1 คะแนนให้กับ 1 บทความ จึงต้องมีระบบสมาชิก ต้องสมัครและล็อกอินก่อนจะโหวต ซึ่งคงไม่มีใครเสียเวลาสมัครสมาชิกบล็อกนาย ก เพียงเพื่อจะโหวตให้กับบทความของเขา แต่ถ้าเรานำบทความของเราไปโปรโมทในเว็บ Social Bookmark ซึ่งมีระบบการโหวตที่ดีอยู่แล้ว แล้วค่อยนำคะแนนโหวตมาเรียงลำดับเพื่อหาบทความที่ถูกโหวตมากๆ เราก็จะได้บทความจำนวนหนึ่งที่มีคนสนใจเยอะ สามารถแนะนำให้ผู้ใช้เว็บเราเข้าไปอ่านได้ โดยปกติแล้วผมจะใช้บริการของ Zickr ซึ่งเป็น Social [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/01/zickr-feed-yahoo-pipes-most-voted-links.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การศึกษาแนวใหม่ในยุค Web 2.0</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/11/education-in-web-2-era.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/11/education-in-web-2-era.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Nov 2008 18:52:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[e-learning]]></category>
		<category><![CDATA[google earth]]></category>
		<category><![CDATA[google knol]]></category>
		<category><![CDATA[google translate]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge sharing]]></category>
		<category><![CDATA[panyathai]]></category>
		<category><![CDATA[stellarium]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[wikipedia]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo answers]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=458</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันก่อนผมไปเป็นวิทยากรบรรยายในพิธีมอบรางวัล โครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ Flash Animation Presentation เรื่องแนวพระราชดำริกับภาวะโลกร้อน จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) โดยผมได้พูดเรื่องสื่ออินเทอร์เน็ตกับการศึกษาในยุคใหม่ จะขอนำเนื้อหามาสรุปไว้ในที่นี้ครับ Education in Web 2.0 Era  View SlideShare presentation or Upload your own. (tags: google library) ในสมัยที่ผมเป็นนักเรียนอยู่ เวลาที่ครูสั่งให้ทำรายงาน ผมก็จะต้องเข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งมักจะต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพบหนังสือเล่มที่ต้องการ แต่นักเรียนสมัยนี้ใช้เวลาทำการบ้านเพียงแค่ไม่กี่นาที เพราะ Google เป็นเสมือนห้องสมุดที่สามารถค้นหาข้อมูลได้ทุกอย่างภายในเวลาเพียงอึดใจเดียว เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ทำการ copy &#38; paste และ print ส่งครูได้เลย บางทีถ้าค้นแล้วยังไม่เจอข้อมูลที่ตรงใจ ก็ใช้วิธีโพสต์ข้อความถามตามเว็บต่างๆ อย่างเช่นถ้าลองค้นด้วยคำว่า กระดาษสาทำมือ ใน Google จะพบเว็บไดอารี่ของผมติดในหน้าแรกๆ ซึ่งผมเขียนไว้เมื่อสองปีก่อนจากการดูสารคดีทางโทรทัศน์ ปรากฎว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่มาโพสต์ถามวิธีการทำกระดาษสาในไดอารี่ผม นอกจากการใช้ Google แทนห้องสมุดแล้ว พฤติกรรมการเรียนรู้ในยุคนี้ก็แตกต่างไปจากสมัยก่อนอย่างมาก เรามีเอนไซโคลพีเดียเล่มใหญ่ๆ หลายสิบเล่มไว้ใช้ค้นคว้าหาความรู้ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/11/education-in-web-2-era.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>16</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เชิญชวนไปร่วมงาน MashCamp Bangkok กัน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/10/lets-go-mashcamp-bangkok.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/10/lets-go-mashcamp-bangkok.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Oct 2008 23:56:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สัมมนา/กิจกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[api]]></category>
		<category><![CDATA[google maps]]></category>
		<category><![CDATA[mashcampbangkok]]></category>
		<category><![CDATA[mashup]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=448</guid>
		<description><![CDATA[ในยุคของ Web 2.0 มีคำศัพท์คำหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากในต่างประเทศก็คือคำว่า Mashup คำนี้มีที่มาจากการผสมผสานเพลงที่แตกต่างกันสองเพลงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเพลงใหม่ขึ้นมา แต่เมื่อพูดถึงคำว่า Mashup ในวงการ Web 2.0 ความหมายของคำนี้ก็คือการนำข้อมูลจากเว็บไซต์สองแห่งขึ้นไปมาผสมผสานกัน กลายเป็นเว็บไซต์หรือ Application ใหม่ ตัวอย่างเช่นการนำข้อมูลแผนที่จาก Google Maps มาผสมกับข้อมูลประกาศขายรถยนต์มือสองจาก eBay Motors เราก็จะได้เว็บไซต์แผนที่ที่บอกว่ามีรถยนต์มือสองขายที่ไหนบ้าง และสามารถค้นหาได้ว่าถ้าต้องการซื้อรถยนต์ยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ ที่ขายอยู่ในพื้นที่ใกล้บ้านเรา มีขายอยู่ที่ไหนบ้าง การจะดึงข้อมูลจากเว็บไซต์อื่นมาใช้งานได้นั้น มีเทคนิคอยู่สองแบบ แบบแรกมีชื่อเรียกว่า Screen Scraping เป็นการเขียนโปรแกรมเพื่ออ่านข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการ แล้วสกัดเอาข้อมูลและแท็กที่ไม่ต้องการทิ้งไป ให้เหลือเฉพาะข้อมูลที่จะใช้ วิธีนี้ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าเว็บไซต์ต้นทางมีการเปลี่ยนดีไซน์ ก็จะต้องแก้ไขโปรแกรมตาม ส่วนวิธีที่สองคือการใช้ API ที่เจ้าของเว็บไซต์เปิดให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมเพื่อเข้าไปอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ต้องการได้ API จะถูกกำหนดให้มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว และง่ายสำหรับการถูกเรียกใช้งานโดยคอมพิวเตอร์ แต่ปัญหาก็คือว่า เว็บไซต์ใหญ่ๆ ของไทยที่มีข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่มีเว็บไหนที่มี API เลย เมื่อไม่มี API ข้อมูลก็จะถูกจำกัดอยู่แต่ภายในเว็บไซต์นั้นๆ ไม่มีการนำข้อมูลออกมาต่อยอดหรือสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำไปผสมผสานกับข้อมูลจากเว็บอื่นๆ นี่จึงเป็นที่มาของงาน MashCamp Bangkok จุดมุ่งหมายของงานนี้คือเพื่อให้คนในวงการเว็บไทย [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/10/lets-go-mashcamp-bangkok.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Geni &#8211; Social Network สำหรับวงศ์ตระกูลของคุณ</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/10/geni-social-network-for-your-family.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/10/geni-social-network-for-your-family.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Oct 2008 19:16:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[family 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[geni]]></category>
		<category><![CDATA[market differentiation]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=444</guid>
		<description><![CDATA[ครอบครัวใหญ่หลายครอบครัวมักจะมีการทำแผนผังวงศ์ตระกูลที่มีรูปภาพและชื่อของสมาชิกในตระกูล ไล่เรียงมาตั้งแต่บรรพบุรุษรุ่นทวดมาจนถึงรุ่นลูกหลาน แต่แผนผังนี้มีประโยชน์แค่เพียงติดผนังบ้านเอาไว้ดูเล่นเท่านั้น จะดีกว่าไหมถ้าแผนผังนี้แสดงข้อมูลได้มากกว่ารูปและชื่อ เช่น บอกได้ว่าแต่ละคนในตระกูลอาศัยอยู่ที่ไหน เรียนชั้นอะไรแล้ว ทำงานอะไรอยู่ นอกจากนี้แผนผังนี้สามารถขยายใหญ่ออกไปได้เรื่อยๆ เพราะสมาชิกในแผนผังทุกคนสามารถเพิ่มญาติของตัวเองลงไปได้ ซึ่งทำให้คุณรู้ได้ว่าใครคือภรรยาของลูกชายของป้าของคุณ ผมกำลังพูดถึงเว็บไซต์แนว Family 2.0 ที่ชื่อ Geni อยู่ครับ ชื่อของ Geni มาจากคำว่า Genealogy ที่แปลว่าการสืบสานวงศ์ตระกูล ก่อตั้งขึ้นโดย David O. Sacks ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง COO ของ PayPal ตั้งแต่ก่อนที่จะถูกซื้อกิจการไปโดย eBay หลังจากที่ปั้น PayPal จนประสบความสำเร็จแล้ว เขาก็เบนเข็มไปสร้างหนังอินดี้ ก่อนจะกลับเข้าสู่วงการเว็บอีกครั้งด้วยการเปิดตัวเว็บแนว Web 2.0 อย่าง Geni และเพิ่งจะเปิดตัว Yammer ไปเมื่อเร็วๆ นี้ Geni มีุจุดเด่นที่การสร้างแผนผังวงศ์ตระกูลที่ง่าย (มากๆ) เมื่อคุณเข้าเว็บ Geni ครั้งแรก ก็จะพบกับภาพแผนผังที่ให้คุณใส่ชื่อ นามสกุล อีเมล และเพศ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/10/geni-social-network-for-your-family.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผลผลิตจากค่าย INET Young Webmaster Camp 6</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/10/output-from-inet-young-webmaster-camp-6.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/10/output-from-inet-young-webmaster-camp-6.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Oct 2008 16:46:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[e-commerce]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[market differentiation]]></category>
		<category><![CDATA[network effect]]></category>
		<category><![CDATA[pantipmarket.com]]></category>
		<category><![CDATA[project management]]></category>
		<category><![CDATA[social]]></category>
		<category><![CDATA[thaisecondhand.com]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[webmaster]]></category>
		<category><![CDATA[ywc]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=443</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งกลับจากการเป็นวิทยากรและกรรมการตัดสินในค่าย INET Young Webmaster Camp 6 มาครับ ส่วนตัวผมภูมิใจกับเด็กรุ่นนี้มาก และชอบผลงานหลายชิ้นซึ่งมีไอเดียที่ดี มีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้และรายได้ จะขอนำมาเล่าว่ามีเว็บไหนที่น่าสนใจบ้างครับ สองเว็บแรกเป็นเว็บที่มีรูปแบบเหมือนกับเว็บอื่นๆ ที่มีใช้งานกันอยู่แล้ว แต่มีการทำ Market Differentiation หรือการจับกลุ่มตลาดใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งก็คือเว็บหางานสำหรับนักศึกษาฝึกงาน และเว็บสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้ามือสอง เว็บหางานสำหรับนักศึกษาฝึกงานก็ไม่ต่างอะไรกับเว็บหางานของผู้ที่จบการศึกษาแล้วครับ คือเป็นการจับคู่ระหว่างบริษัทที่ต้องการคน กับคนที่ต้องการงาน จะต่างออกมาหน่อยก็คือเว็บสำหรับนักศึกษาฝึกงานจะต้องมีพื้นที่สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าไปใช้งานด้วย หลักการทำงานของเว็บนี้เริ่มจากนักศึกษาที่ต้องการฝึกงานนำประวัติของตัวเองไปลงในเว็บ ส่วนบริษัทที่ต้องการนักศึกษาฝึกงานก็เข้ามาลงประกาศไว้ นักศึกษาสนใจงานไหนก็สมัครผ่านเว็บเข้าไปได้เลย เมื่อได้รับการคัดเลือกและทำการฝึกงานเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทก็จะกรอกแบบประเมินนักศึกษาทางเว็บเพื่อส่งให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาก็สามารถให้เรตติ้งกับบริษัทได้ว่าทำงานกับที่นี่แล้วได้ประโยชน์หรือประสบการณ์อะไรบ้าง ถ้าลองวิเคราะห์กันดีๆ จะเห็นว่าเว็บนี้มีโมเดลบางอย่างที่เหนือกว่าเว็บหางานทั่วไป ถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือน PantipMarket เทียบกับ eBay กล่าวคือเว็บหางานทั่วไปคือ PantipMarket ที่เน้นไปที่การลงประกาศเพียงอย่างเดียว เมื่อลงประกาศไปแล้วก็ถือว่าจบกระบวนการของเว็บ ทางเว็บจะไม่มีข้อมูลว่าใครลงประกาศไปแล้วสามารถหาลูกค้าได้กี่คน ลูกค้าเป็นคนซื้อของอย่างสุจริตหรือเปล่า เช่นเดียวกับที่เว็บไม่รู้ว่าผู้ลงประกาศเป็นคนขายที่สุจริตหรือเปล่าด้วย ขณะที่เว็บหางานสำหรับนักศึกษาฝึกงานจะเป็นเหมือนกับ eBay ที่กระบวนการครอบคลุมทั้งการลงประกาศ จนเกิดการซื้อขายขึ้น มีการชำระเงิน และมีการให้ Feedback แก่กัน การที่เว็บหางานสำหรับนักศึกษาฝึกงานมีกระบวนการคล้ายกับ eBay จะทำให้มีข้อดีตรงที่เว็บจะมีประวัติทุกอย่างอยู่ในมือ เว็บจะรู้ว่านักศึกษาฝึกงานชอบบริษัทไหน รู้ว่านักศึกษาจากสถาบันไหนที่มีคุณภาพเพราะได้รับการประเมินที่ดีจากบริษัท [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/10/output-from-inet-young-webmaster-camp-6.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>15</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Yammer.com: Twitter สำหรับองค์กรของคุณ</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/10/yammer-twitter-for-your-organization.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/10/yammer-twitter-for-your-organization.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Oct 2008 02:29:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge sharing]]></category>
		<category><![CDATA[market differentiation]]></category>
		<category><![CDATA[micro-blogging]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[yammer]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=437</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าคุณเป็นผู้บริหารในองค์กร คุณมีวิธีรับความคิดเห็นและไอเดียใหม่ๆ จากลูกน้องระดับล่างของคุณอย่างไร? ถ้าคุณอยู่ในทีมทำงานที่ต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมหลายคนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเนื้องานเกิดขึ้น คุณใช้เครื่องมืออะไรในการสื่อสาร? หรือถ้าคุณไปเจออะไรเจ๋งๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องานและอยากแบ่งปันให้คนอื่นในองค์กรดู คุณจะทำอย่างไร? องค์กรจำนวนมากนิยมใช้อีเมลเป็นเครื่องมือสื่อสารในองค์กร แต่อีเมลก็ยังเชื่องช้าเกินไป เพราะพนักงานบางคนอาจจะอ่านอีเมลแค่วันละครั้งหรือสองครั้ง (โดยเฉพาะผู้บริหารที่ไม่ค่อยมีเวลา) พอมาถึงที่ทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ ก็มักจะพบกับอีเมลกองโต แต่ละฉบับก็ยาวๆ ทั้งนั้น เห็นแล้วน่าเหนื่อยใจ บางองค์กรใช้โปรแกรม Instant Messenger ในการสื่อสารอย่างฉับไว หัวหน้าจะสั่งงานอะไรให้ลูกน้องก็ใช้วิธีเอ็มไปหาแทนที่จะเดินไปคุยหรือโทรศัพท์ไป แต่ถ้าหัวหน้าต้องสั่งงานลูกน้องสิบคนพร้อมกัน จะมีวิธีจดจำอย่างไรว่าได้สั่งอะไรใครไปบ้าง และต้องตามงานเมื่อไร คงต้องมานั่งเปิดดู history ไปทีละคน ผมเริ่มเห็นผู้บริหารบริษัทดอทคอมของไทยหลายคนเริ่มโปรโมทให้ลูกน้องใช้ Twitter แต่แน่นอนว่ามันเหมาะสำหรับงานที่ไม่เป็นความลับอะไร เพราะถ้าคุยงานที่เป็นความลับผ่าน Twitter ที่คนอื่นๆ ก็เห็นได้หมด คู่แข่งก็คงรู้หมดว่าบริษัทกำลังทำอะไรอยู่ Twitter จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่ใช้คุยสนุกๆ มากกว่า และเป็นเครื่องมือที่ลูกน้องใช้ดูว่าหัวหน้ากำลังทำอะไร ล่าสุดมีบริการที่มีชื่อว่า Yammer เกิดขึ้นมา ซึ่งได้รับรางวัล TechCrunch50 ด้วย Yammer เป็น Micro-blogging ที่มีรูปลักษณ์การใช้งานคล้ายๆ กับ Twitter แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ Yammer เน้นการใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/10/yammer-twitter-for-your-organization.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จะทำเว็บ 2.0 น่ะ อย่าเลียนแบบคนอื่นได้มั้ย? กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างให้ว็บ 2.0 ของคุณต่างกับของคนอื่น</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/09/how-to-strategically-differentiate-your-web-2-0-idea-from-others.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/09/how-to-strategically-differentiate-your-web-2-0-idea-from-others.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Sep 2008 16:00:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[api]]></category>
		<category><![CDATA[barcampbangkok]]></category>
		<category><![CDATA[barcampbangkok2]]></category>
		<category><![CDATA[blogger]]></category>
		<category><![CDATA[blognone]]></category>
		<category><![CDATA[collaborative filtering]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[diary60]]></category>
		<category><![CDATA[differentiate strategy]]></category>
		<category><![CDATA[digg]]></category>
		<category><![CDATA[diggnation]]></category>
		<category><![CDATA[duocore]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[exteen]]></category>
		<category><![CDATA[friendflock]]></category>
		<category><![CDATA[fwdder]]></category>
		<category><![CDATA[google maps]]></category>
		<category><![CDATA[hi5]]></category>
		<category><![CDATA[mashup]]></category>
		<category><![CDATA[noknok]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[sanook.com]]></category>
		<category><![CDATA[slashdot]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[twistori]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[zickr]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[How To Strategically Differentiate Your Web 2.0 Idea From Others หรือ จะทำเว็บ 2.0 น่ะ อย่าเลียนแบบคนอื่นได้มั้ย? เป็นหัวข้อที่ผมพูดในงาน BarCamp Bangkok 2 จะขอสรุปเนื้อหาให้ท่านที่ไม่ได้ฟังในงานได้อ่านกันครับ ทุกวันนี้เว็บไทยเราเริ่มเข้าสู่ความเป็น 2.0 กันมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราได้เห็นเว็บไซต์สัญชาติไทยแนวใหม่เพิ่มขึ้น แนวทางที่เว็บ 2.0 ของไทยส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ก็คือการนำรูปแบบหรือแนวคิดของเว็บ 2.0 ในต่างประเทศมา Localize สำหรับคนไทย ซึ่งคำว่า Localize ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการแปลเป็นภาษาไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการตั้งชื่อเว็บ การสร้าง content และการใส่บรรยากาศที่เหมาะสำหรับคนไทยเข้าไปด้วย ตัวอย่างของการนำรูปแบบหรือแนวคิดจากต่างประเทศมาปรับใช้มีให้เห็นเยอะครับ ตั้งแต่ noknok.in.th ที่ดูเหมือนจะลอก twitter.com มาหมด friendflock.com เอา hi5.com มาเป็นต้นแบบ duocore.tv ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก diggnation.com ที่เป็นรายการข่าวไอทีออนไลน์ zickr.com ทำ Social Bookmark เหมือนกับ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/09/how-to-strategically-differentiate-your-web-2-0-idea-from-others.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Knowledge Sharing 2.0 หลากหลายรูปแบบการแบ่งปันความรู้ (Wikipedia vs Yahoo! Answers vs Google Knol)</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Aug 2008 01:32:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[collective intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[google adsense]]></category>
		<category><![CDATA[google knol]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge sharing]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[the long tail]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[wikipedia]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo answers]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=366</guid>
		<description><![CDATA[ในสมัยก่อน รูปแบบของการแบ่งปันความรู้แก่กันถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ พ่อแม่สอนการบ้านลูก ครูสอนหนังสือนักเรียน เพื่อนติวหนังสือให้เพื่อน หรือกว้างออกมาหน่อยก็คือนักเขียนเขียนหนังสือขายให้คนอ่าน การแบ่งปันความรู้ส่วนใหญ่เป็นแบบทางเดียว พ่อแม่สอนการบ้านลูก แต่ลูกไม่ได้สอนอะไรให้พ่อแม่ ครูสอนหนังสือนักเรียน แต่นักเรียนไม่ได้สอนหนังสือให้ครู นักเขียนเขียนให้อ่าน แต่คนอ่านก็ไม่ได้แบ่งปันอะไรกลับมาให้นักเขียน แต่ก็มีบ้างที่เป็นการแบ่งปันแบบหลายทาง เช่น เพื่อนติวหนังสือให้เพื่อน เพื่อนคนนึงอาจจะเป็นคนนำในการติว และเพื่อนอีกคนก็อาจจะถามคำถามที่ตัวเองสงสัยขึ้นมา ซึ่งเพื่อนที่เป็นคนติวอาจจะตอบไม่ได้ แต่ก็อาจจะมีเพื่อนคนอื่นๆ ที่ช่วยตอบให้ได้ หรือการเรียนการสอนในห้องเรียนสมัยใหม่ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ครูอาจจะไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่เอาแต่เขียนกระดานหรือปิ้งแผ่นใส แต่ครูเป็นเสมือน Facilitator ที่คอยกระตุ้นให้นักเรียนถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้เพื่อนๆ ฟัง โดยครูเป็นแค่คนคอยไกด์ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การแบ่งปันความรู้แบบหลายทางก็ยังจำกัดอยู่แค่ในวงแคบๆ เท่านั้น ภายในกลุ่มเพื่อนไม่กี่คนหรือในห้องเรียนเล็กๆ เพราะถ้าคนเยอะขึ้นเมื่อไรก็จะเกิดความโกลาหลขึ้นทันที ต่างคนต่างพูดจนไม่รู้จะฟังใคร หรือมีเวลาจำกัดที่ให้พูดกันทุกคนไม่ได้ ไม่งั้นไม่จบเรื่อง แต่พอมาถึงยุคของ Web 2.0 ยุคที่ใครๆ ก็เป็นผู้สร้างเนื้อหาได้ ยุคที่คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงมากและมีต้นทุนต่อหน่วยแทบจะเป็นศูนย์ ช่วยให้ข้อจำกัดด้านขนาดของการแบ่งปันความรู้แบบหลายทางลดลง ถ้าคุณอยากแบ่งปันความรู้ คุณก็แค่เขียนบล็อก และเปิดให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้ ซึ่งก็จะช่วยเสริมความรู้ที่คุณนำเสนอให้มีความแข็งแรงมากขึ้น แต่นอกจากบล็อกแล้วก็ยังมีรูปแบบการแบ่งปันความรู้แบบหลายทางอื่นๆ อีก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ 3 แห่งที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ Wikipedia, [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์อีริค ชมิดท์ ซีอีโอกูเกิล: &#8220;คลื่นยักษ์ลูกต่อไปในอุตสาหกรรมโฆษณาก็คืออินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ&#8221;</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/05/interview-google-ceo-eric-schmidt-the-next-big-wave-in-advertising-is-the-mobile-internet.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/05/interview-google-ceo-eric-schmidt-the-next-big-wave-in-advertising-is-the-mobile-internet.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 May 2008 19:30:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[งานแปล]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[doubleclick]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[microsoft]]></category>
		<category><![CDATA[online advertising]]></category>
		<category><![CDATA[search engine marketing]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=335</guid>
		<description><![CDATA[หนังสือพิมพ์ของเยอรมัน Frankfurter Allgemeine Zeitung (FAZ) ได้สัมภาษณ์อีริค ชมิดท์ (Eric Schmidt) ซีอีโอของกูเกิล ถึงวิสัยทัศน์ของเขาต่อวงการโฆษณา วงการเว็บไซต์ และเส้นทางในอนาคตของกูเกิล FAZ: การตลาดบนเสิร์ชเอ็นจิ้นมันทำงานได้ดีมาก แต่ศักยภาพในการเติบโตในอนาคตของกูเกิลอยู่ที่ไหนล่ะ? อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ วิดีโอ หรือเว็บ 2.0? อีริค ชมิดท์: อย่างแรกเลยนะครับ ยังมีช่องทางในการสร้างรายได้จากเสิร์ชเอ็นจิ้นอีกมาก เราพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้นเพื่อให้โฆษณาเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น มันไม่มีข้อจำกัดสำหรับการตลาดบนเสิร์ชเอ็นจิ้น คนมักจะคิดว่ามันมีข้อจำกัด แต่เรามีไอเดียอยู่เยอะแยะมากมายในเทคโนโลยีนี้ อย่างที่สอง พื้นที่ว่างขนาดใหญ่ที่ชัดเจนที่สุดในอุตสาหกรรมโฆษณาก็คืออินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ คนเยอรมันทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ลองดูจากความสำเร็จของไอโฟนสิครับ มันมีเว็บบราวเซอร์บนอุปกรณ์มือถือที่ทรงพลังอย่างแท้จริง และยังมีอย่างอื่นที่กำลังตามมาอีกมาก โนเกียก็กำลังมา แบล็กเบอรี่และโมโตโรล่าก็เช่นกัน ทั้งหมดนี้จะเปิดตัวภายในปีนี้ ด้วยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อุตสาหกรรมโฆษณาก็จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เพราะโทรศัพท์คืออุปกรณ์ส่วนตัว ทำให้โฆษณาแบบเจาะจงบุคคลมีความเป็นไปได้ และนั่นหมายความว่ามูลค่าของอุตสาหกรรมโฆษณาก็จะเพิ่มสูงขึ้น คลื่นยักษ์ลูกต่อไปในอุตสาหกรรมโฆษณาก็คืออินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ FAZ: แล้วโฆษณาบนวิดีโอกับโฆษณาแบบรูปภาพล่ะ? อีริค ชมิดท์: ยังมีโอกาสอีกมากในโฆษณาบนวิดีโอและรูปภาพ แต่ก็มีบางอย่างที่คุณสามารถโฆษณาบนนั้นได้ แต่บางอย่างก็ไม่ได้ บางครั้งมันก็ใช้ได้ดี บางครั้งก็ไม่ ขณะที่โทรศัพท์มือถือใช้ได้ตลอดเวลา FAZ: เป็นไปได้ไหมที่ธุรกิจโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือจะใหญ่กว่าเว็บบนพีซี? [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/05/interview-google-ceo-eric-schmidt-the-next-big-wave-in-advertising-is-the-mobile-internet.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

