<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MacroArt Online Business Story by Apisilp Trunganont &#187; knowledge management</title>
	<atom:link href="http://blog.macroart.net/tag/knowledge-management/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.macroart.net</link>
	<description>รู้มากกว่าที่นึก ลึกมากกว่าที่คิด กับเรื่องราวในโลกธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็น eBay, Google AdSense, Google AdWords, Affiliate Marketing, Search Engine Optimization, Web 2.0 และอื่นๆ อีกมากมาย นำเสนอในรูปแบบวิชาการอ่านง่าย ช่วยให้คุณเสพย์ความรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมองในการย่อยมากนัก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Aug 2011 16:41:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Yammer.com: Twitter สำหรับองค์กรของคุณ</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/10/yammer-twitter-for-your-organization.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/10/yammer-twitter-for-your-organization.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Oct 2008 02:29:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge sharing]]></category>
		<category><![CDATA[market differentiation]]></category>
		<category><![CDATA[micro-blogging]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[yammer]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=437</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าคุณเป็นผู้บริหารในองค์กร คุณมีวิธีรับความคิดเห็นและไอเดียใหม่ๆ จากลูกน้องระดับล่างของคุณอย่างไร? ถ้าคุณอยู่ในทีมทำงานที่ต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมหลายคนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเนื้องานเกิดขึ้น คุณใช้เครื่องมืออะไรในการสื่อสาร? หรือถ้าคุณไปเจออะไรเจ๋งๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องานและอยากแบ่งปันให้คนอื่นในองค์กรดู คุณจะทำอย่างไร? องค์กรจำนวนมากนิยมใช้อีเมลเป็นเครื่องมือสื่อสารในองค์กร แต่อีเมลก็ยังเชื่องช้าเกินไป เพราะพนักงานบางคนอาจจะอ่านอีเมลแค่วันละครั้งหรือสองครั้ง (โดยเฉพาะผู้บริหารที่ไม่ค่อยมีเวลา) พอมาถึงที่ทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ ก็มักจะพบกับอีเมลกองโต แต่ละฉบับก็ยาวๆ ทั้งนั้น เห็นแล้วน่าเหนื่อยใจ บางองค์กรใช้โปรแกรม Instant Messenger ในการสื่อสารอย่างฉับไว หัวหน้าจะสั่งงานอะไรให้ลูกน้องก็ใช้วิธีเอ็มไปหาแทนที่จะเดินไปคุยหรือโทรศัพท์ไป แต่ถ้าหัวหน้าต้องสั่งงานลูกน้องสิบคนพร้อมกัน จะมีวิธีจดจำอย่างไรว่าได้สั่งอะไรใครไปบ้าง และต้องตามงานเมื่อไร คงต้องมานั่งเปิดดู history ไปทีละคน ผมเริ่มเห็นผู้บริหารบริษัทดอทคอมของไทยหลายคนเริ่มโปรโมทให้ลูกน้องใช้ Twitter แต่แน่นอนว่ามันเหมาะสำหรับงานที่ไม่เป็นความลับอะไร เพราะถ้าคุยงานที่เป็นความลับผ่าน Twitter ที่คนอื่นๆ ก็เห็นได้หมด คู่แข่งก็คงรู้หมดว่าบริษัทกำลังทำอะไรอยู่ Twitter จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่ใช้คุยสนุกๆ มากกว่า และเป็นเครื่องมือที่ลูกน้องใช้ดูว่าหัวหน้ากำลังทำอะไร ล่าสุดมีบริการที่มีชื่อว่า Yammer เกิดขึ้นมา ซึ่งได้รับรางวัล TechCrunch50 ด้วย Yammer เป็น Micro-blogging ที่มีรูปลักษณ์การใช้งานคล้ายๆ กับ Twitter แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ Yammer เน้นการใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/10/yammer-twitter-for-your-organization.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Knowledge Sharing 2.0 หลากหลายรูปแบบการแบ่งปันความรู้ (Wikipedia vs Yahoo! Answers vs Google Knol)</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Aug 2008 01:32:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[collective intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[google adsense]]></category>
		<category><![CDATA[google knol]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge sharing]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[the long tail]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[wikipedia]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo answers]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=366</guid>
		<description><![CDATA[ในสมัยก่อน รูปแบบของการแบ่งปันความรู้แก่กันถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ พ่อแม่สอนการบ้านลูก ครูสอนหนังสือนักเรียน เพื่อนติวหนังสือให้เพื่อน หรือกว้างออกมาหน่อยก็คือนักเขียนเขียนหนังสือขายให้คนอ่าน การแบ่งปันความรู้ส่วนใหญ่เป็นแบบทางเดียว พ่อแม่สอนการบ้านลูก แต่ลูกไม่ได้สอนอะไรให้พ่อแม่ ครูสอนหนังสือนักเรียน แต่นักเรียนไม่ได้สอนหนังสือให้ครู นักเขียนเขียนให้อ่าน แต่คนอ่านก็ไม่ได้แบ่งปันอะไรกลับมาให้นักเขียน แต่ก็มีบ้างที่เป็นการแบ่งปันแบบหลายทาง เช่น เพื่อนติวหนังสือให้เพื่อน เพื่อนคนนึงอาจจะเป็นคนนำในการติว และเพื่อนอีกคนก็อาจจะถามคำถามที่ตัวเองสงสัยขึ้นมา ซึ่งเพื่อนที่เป็นคนติวอาจจะตอบไม่ได้ แต่ก็อาจจะมีเพื่อนคนอื่นๆ ที่ช่วยตอบให้ได้ หรือการเรียนการสอนในห้องเรียนสมัยใหม่ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ครูอาจจะไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่เอาแต่เขียนกระดานหรือปิ้งแผ่นใส แต่ครูเป็นเสมือน Facilitator ที่คอยกระตุ้นให้นักเรียนถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้เพื่อนๆ ฟัง โดยครูเป็นแค่คนคอยไกด์ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การแบ่งปันความรู้แบบหลายทางก็ยังจำกัดอยู่แค่ในวงแคบๆ เท่านั้น ภายในกลุ่มเพื่อนไม่กี่คนหรือในห้องเรียนเล็กๆ เพราะถ้าคนเยอะขึ้นเมื่อไรก็จะเกิดความโกลาหลขึ้นทันที ต่างคนต่างพูดจนไม่รู้จะฟังใคร หรือมีเวลาจำกัดที่ให้พูดกันทุกคนไม่ได้ ไม่งั้นไม่จบเรื่อง แต่พอมาถึงยุคของ Web 2.0 ยุคที่ใครๆ ก็เป็นผู้สร้างเนื้อหาได้ ยุคที่คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงมากและมีต้นทุนต่อหน่วยแทบจะเป็นศูนย์ ช่วยให้ข้อจำกัดด้านขนาดของการแบ่งปันความรู้แบบหลายทางลดลง ถ้าคุณอยากแบ่งปันความรู้ คุณก็แค่เขียนบล็อก และเปิดให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้ ซึ่งก็จะช่วยเสริมความรู้ที่คุณนำเสนอให้มีความแข็งแรงมากขึ้น แต่นอกจากบล็อกแล้วก็ยังมีรูปแบบการแบ่งปันความรู้แบบหลายทางอื่นๆ อีก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ 3 แห่งที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ Wikipedia, [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pair Programming จับคู่ซิ่งเขียนโปรแกรม</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Dec 2007 14:50:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[web development]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html</guid>
		<description><![CDATA[มาโครอาร์ตฟิล์มนำเสนอภาพยนตร์ฮาทะลักต่อมอะดรีนาลีนแตก ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่บล็อกโปรโมทหนัง ถึงชื่อบทความนี้จะออกแนวคล้ายชื่อหนังไปหน่อย แต่จริงๆ แล้ว Pair Programming คือเทคนิคหนึ่งในการเขียนซอฟท์แวร์ที่โปรแกรมเมอร์สองคนทำงานร่วมกันโดยมีคีย์บอร์ดให้ใช้เพียงอันเดียว (อนาถายิ่งนัก) ไม่ได้ยากไร้ขนาดนั้นหรอกครับ แต่มันมีเหตุผลเบื้องหลังที่ให้โปรแกรมเมอร์สองคนทำงานโดยใช้หนึ่งคีย์บอร์ดหนึ่งคอมพิวเตอร์อยู่ ผมเคยทำ Pair Programming อยู่ครั้งนึงครับ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ถ้าใครมี source code ของโปรแกรม MySQL อยู่ ลองเปิดไฟล์ชื่อ ctype-tis620.c ขึ้นมาดูครับ (ไฟล์อยู่ใน directory ไหนก็ไปควานหาเองละกัน) จะพบส่วนคอมเมนต์บริเวณหัวไฟล์ที่มีชื่อของผู้ร่วมพัฒนาไฟล์นี้อยู่ จะพบชื่อของผมกับชื่อของคุณ Korakot Chaovavanich ซึ่งเป็นคนที่ทำ Pair Programming ร่วมกับผมในตอนนั้น (ปัจจุบันบวชเป็นครูบาอยู่ที่ชลบุรีได้เกือบสองปีแล้ว) โปรแกรมเมอร์สองคนที่ทำ Pair Programming ร่วมกัน คนหนึ่งทำหน้าที่จับคีย์บอร์ดเพื่อเขียนโปรแกรม ซึ่งเรียกคนนี้ว่าคนขับ ส่วนอีกคนทำหน้าที่คอยดูว่ามีช่องโหว่อะไรเกิดขึ้นในโปรแกรมหรือไม่ หรือมีไอเดียอะไรที่ดีกว่าวิธีที่คนขับกำลังเขียนอยู่หรือเปล่า คนนี้เรียกว่าเนวิเกเตอร์ สองคนนี้อาจจะสลับตำแหน่งกันไปมาได้ คนขับขับไปสักพักเริ่มเหนื่อยก็เปลี่ยนให้เนมาขับแทน แล้วตัวเองไปนอน เอ้ย ไปนั่งดูเหมือนที่เนทำ การทำ Pair Programming [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/12/pair-programming.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิวัฒนาการของการจัดการข้อมูล Data » Information » Knowledge » Innovation Management</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/11/evolution-of-data-information-knowledge-innovation-management.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/11/evolution-of-data-information-knowledge-innovation-management.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Nov 2007 14:33:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[data management]]></category>
		<category><![CDATA[e-commerce]]></category>
		<category><![CDATA[erp]]></category>
		<category><![CDATA[information management]]></category>
		<category><![CDATA[innovation management]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge sharing]]></category>
		<category><![CDATA[learning curve]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/11/evolution-of-data-information-knowledge-innovation-management.html</guid>
		<description><![CDATA[เดือนที่แล้วผมไปสัมมนา Biz IT ที่ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นงานสัมมนาฟรีที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม ในช่วงเปิดการสัมมนามีวิทยากรคือ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ มาบรรยายในหัวข้อ Innovation Management ซึ่ง อ.ยืน ได้กล่าวว่า&#8230; เราเริ่มจากยุค Data Management ต่อมาจึงพัฒนาเป็น Information Management จนมาถึง Knowledge Management และในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ Innovation Management อ.ยืน ไม่ได้ขยายความประโยคนี้มากนัก แต่มันเป็นประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกเห็นภาพมากๆ และอยากนำมาขยายความตามที่ผมเข้าใจครับ Data Management คือการจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัวเต็มไปหมด ให้อยู่ในรูปแบบที่เราสามารถเปิดดูข้อมูลได้ เพิ่มข้อมูลได้ แก้ไขข้อมูลได้ และลบข้อมูลได้ วิธีการจัดเก็บข้อมูลก็มีทั้งที่เป็นไฟล์และฐานข้อมูล สื่อที่ใช้จัดเก็บข้อมูลแบบดิจิตอลมีตั้งแต่เทปแม่เหล็กในสมัยก่อน จนสมัยนี้มีทั้งฮาร์ดดิสก์ ซีดี ดีวีดี เมมโมรี่การ์ดต่างๆ เป็นต้น Information Management เป็นการต่อยอดขึ้นมาจาก Data Management เนื่องจากในองค์กรธุรกิจมีข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมาก ฝ่ายขายก็มีข้อมูลลูกค้า ฝ่ายผลิตมีข้อมูลสินค้า ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลการเงิน จะทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านี้สร้างประโยชน์ในทางธุรกิจให้ได้มากที่สุด [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/11/evolution-of-data-information-knowledge-innovation-management.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

