<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MacroArt Online Business Story by Apisilp Trunganont &#187; community</title>
	<atom:link href="http://blog.macroart.net/tag/community/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.macroart.net</link>
	<description>รู้มากกว่าที่นึก ลึกมากกว่าที่คิด กับเรื่องราวในโลกธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็น eBay, Google AdSense, Google AdWords, Affiliate Marketing, Search Engine Optimization, Web 2.0 และอื่นๆ อีกมากมาย นำเสนอในรูปแบบวิชาการอ่านง่าย ช่วยให้คุณเสพย์ความรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมองในการย่อยมากนัก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Aug 2011 16:41:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครคูณเลขได้มากกว่ากัน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2009 19:33:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[collaborative filtering]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[ning]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[posterous]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[traffic management]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[viral marketing]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=805</guid>
		<description><![CDATA[จากบทความตอนที่แล้วเรื่อง ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากกว่ากัน ผมได้อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้คนเลือกที่จะใช้เว็บใดๆ เพราะเว็บนั้นตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเขาได้ อย่างไรก็ตาม การทำให้คนเข้าเว็บเยอะๆ ได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยอื่นนอกจากการตอบสนองความต้องการด้วย การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกได้นั้นต้องอาศัยการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การทำ Search Engine Marketing การใช้ Social Media Marketing หรือการตลาดอื่นๆ แต่การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกแล้วมีการแวะเข้ามาหลังจากนั้นอีก จะต้องอาศัยเนื้อหาที่มีคุณภาพ จึงมีคำกล่าวที่ว่า Content Is King เว็บไซต์ที่มีรูปแบบ Owner-generated content หรือเจ้าของเว็บเป็นผู้สร้างเนื้อหาขึ้นมา กลไกหลักที่จะขับเคลื่อนเว็บและทำให้มีคนเข้าเว็บมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ตัวเจ้าของเว็บเอง ถ้าเจ้าของเว็บสร้างเนื้อหาออกมาได้ &#8220;ถูกจริต&#8221; คนเข้าเว็บ เนื้อหานั้นก็เปรียบเสมือน &#8220;ตัวคูณ&#8221; ที่มีค่ามาก เนื้อหาหนึ่งชิ้นอาจสร้างคนเข้าเว็บได้นับพันนับหมื่น ตัวอย่างของเว็บไซต์ประเภทนี้ก็คือบล็อก บล็อกที่มีเนื้อหาสาระดีก็จะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการแสวงหาความรู้ บล็อกที่มีเนื้อหาตลกขบขันจะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการคลายเครียด ส่วนบล็อกที่เจ้าของเป็นผู้หญิงสวยที่ชอบถ่ายรูปตัวเองลงบล็อก ก็จะดึงดูดผู้ชายได้จำนวนมาก ขณะที่เว็บไซต์แบบ User-generated content หรือผู้ใช้เว็บเป็นผู้สร้างเนื้อหา ปัจจัยที่ทำให้คนเข้าเว็บเยอะจะขึ้นกับตัวคูณสองตัว คือเนื้อหาที่มีในเว็บสามารถดึงดูดคนเข้าเว็บได้มากแค่ไหน และคนเข้าเว็บลงมือสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจมากแค่ไหน เว็บ UGC ที่ล้มเหลวคือเว็บที่ตัวคูณทั้งสองตัวนี้มีค่าต่ำมาก มีคนเข้าเว็บมาแต่ก็ไม่ได้ช่วยสร้างเนื้อหาอะไร เนื้อหาที่มีอยู่ก็ไม่น่าสนใจมากพอจะดึงดูดคนเข้าเว็บรายใหม่ๆ ลองนึกภาพเว็บบอร์ดที่สมัยนี้ใครๆ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>26</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Viral Marketing บน Twitter &#8211; คุณอยากได้ MacBook AIR ฟรีหรือเปล่า?</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/01/viral-marketing-on-twitter-do-you-want-to-win-macbook-air-for-free.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/01/viral-marketing-on-twitter-do-you-want-to-win-macbook-air-for-free.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jan 2009 10:34:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[viral marketing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=506</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันนี้มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้นบน Twitter นั่นก็คือการ Re-Tweet ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาว Tweeple นำข้อความของคนที่ตัวเองติดตามอยู่มา Tweet ซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากข้อความนั้นมีความน่าสนใจหรืออะไรก็ตามแต่ เช่น ถ้าผมโพสต์ข้อความลงไปว่า &#8220;ขาว หมวย สวย เอ๊กซ์ ดูได้ที่ http://&#8230;&#8221; คนที่ติดตาม Twitter ของผมอยู่บางคนเห็นข้อความของผมแล้วชอบ ก็ทำการเผยแพร่ต่อด้วยการ Re-Tweet ว่า &#8220;rt @macroart ขาว หมวย สวย เอ๊กซ์ ดูได้ที่ http://&#8230;&#8221; วัฒนธรรม Re-Tweet นี้ทำให้ Twitter กลายเป็นเครื่องมือการตลาดแบบบอกต่อหรือ Viral Marketing ที่ทรงพลังมาก สมมุติว่าผมมี Follower อยู่ 500 คน แปลว่า 500 คนนี้จะเห็นข้อความของผม ถ้ามี 5 คนที่ Re-Tweet ข้อความของผมต่อ โดยที่ทั้ง 5 [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/01/viral-marketing-on-twitter-do-you-want-to-win-macbook-air-for-free.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จะทำเว็บ 2.0 น่ะ อย่าเลียนแบบคนอื่นได้มั้ย? กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างให้ว็บ 2.0 ของคุณต่างกับของคนอื่น</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/09/how-to-strategically-differentiate-your-web-2-0-idea-from-others.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/09/how-to-strategically-differentiate-your-web-2-0-idea-from-others.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Sep 2008 16:00:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[api]]></category>
		<category><![CDATA[barcampbangkok]]></category>
		<category><![CDATA[barcampbangkok2]]></category>
		<category><![CDATA[blogger]]></category>
		<category><![CDATA[blognone]]></category>
		<category><![CDATA[collaborative filtering]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[diary60]]></category>
		<category><![CDATA[differentiate strategy]]></category>
		<category><![CDATA[digg]]></category>
		<category><![CDATA[diggnation]]></category>
		<category><![CDATA[duocore]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[exteen]]></category>
		<category><![CDATA[friendflock]]></category>
		<category><![CDATA[fwdder]]></category>
		<category><![CDATA[google maps]]></category>
		<category><![CDATA[hi5]]></category>
		<category><![CDATA[mashup]]></category>
		<category><![CDATA[noknok]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[sanook.com]]></category>
		<category><![CDATA[slashdot]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[twistori]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[zickr]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[How To Strategically Differentiate Your Web 2.0 Idea From Others หรือ จะทำเว็บ 2.0 น่ะ อย่าเลียนแบบคนอื่นได้มั้ย? เป็นหัวข้อที่ผมพูดในงาน BarCamp Bangkok 2 จะขอสรุปเนื้อหาให้ท่านที่ไม่ได้ฟังในงานได้อ่านกันครับ ทุกวันนี้เว็บไทยเราเริ่มเข้าสู่ความเป็น 2.0 กันมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราได้เห็นเว็บไซต์สัญชาติไทยแนวใหม่เพิ่มขึ้น แนวทางที่เว็บ 2.0 ของไทยส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ก็คือการนำรูปแบบหรือแนวคิดของเว็บ 2.0 ในต่างประเทศมา Localize สำหรับคนไทย ซึ่งคำว่า Localize ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการแปลเป็นภาษาไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการตั้งชื่อเว็บ การสร้าง content และการใส่บรรยากาศที่เหมาะสำหรับคนไทยเข้าไปด้วย ตัวอย่างของการนำรูปแบบหรือแนวคิดจากต่างประเทศมาปรับใช้มีให้เห็นเยอะครับ ตั้งแต่ noknok.in.th ที่ดูเหมือนจะลอก twitter.com มาหมด friendflock.com เอา hi5.com มาเป็นต้นแบบ duocore.tv ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก diggnation.com ที่เป็นรายการข่าวไอทีออนไลน์ zickr.com ทำ Social Bookmark เหมือนกับ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/09/how-to-strategically-differentiate-your-web-2-0-idea-from-others.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>wakoopa ชุมชนผู้ใช้ซอฟท์แวร์ในยุค Web 2.0</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/11/wakoopa-community-of-software-user.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/11/wakoopa-community-of-software-user.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Nov 2007 15:15:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/11/wakoopa-community-of-software-user.html</guid>
		<description><![CDATA[ที่บล็อก Jedineko ได้แนะนำเว็บไซต์ wakoopa.com ไว้ ซึ่งผมว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีไอเดียน่าสนใจดีครับ หลักการของเว็บไซต์นี้มีอยู่ว่าสมาชิกจะต้องดาวน์โหลดโปรแกรมตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งไปติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของตัวเอง โปรแกรมตัวนี้จะทำงานอยู่ใน system tray คอยเก็บข้อมูลว่าคุณเรียกใช้โปรแกรมอะไรอยู่ (มันไม่รู้ครับว่าใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนหรือเปล่า) และใช้เวลาอยู่กับโปรแกรมแต่ละตัวเป็นเวลาเท่าไหร่ จากนั้นจะส่งข้อมูลเหล่านี้กลับไปที่เว็บไซต์ทุก 15 นาที ดูเหมือนออกจะละลาบละล้วงและเป็นโปรแกรมที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์เลยใช่มั้ยครับ? จริงๆ แล้วความสุดยอดของเว็บไซต์นี้อยู่ที่มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากมายกระจายอยู่ทั่วโลกที่ติดตั้งโปรแกรมนี้อยู่ มันจึงกลายเป็นโปรแกรมที่สามารถวิจัยพฤติกรรมของผู้ใช้ซอฟท์แวร์ได้แบบเรียลไทม์ครับ! ใครที่ทำงานด้านโฆษณาทางโทรทัศน์คงจะทราบดีว่ามีบริษัทวัดเรตติ้งความนิยมของรายการโทรทัศน์ด้วยการนำกล่องพิเศษไปติดตั้งกับโทรทัศน์ตามบ้านหลายๆ แห่ง กล่องพิเศษนี้จะทำหน้าที่ดักจับว่าผู้ดูโทรทัศน์กำลังเปิดช่องอะไรอยู่ บริษัทวัดเรตติ้งก็จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลรวมกัน และสรุปออกมาให้เราทราบว่าละครน้ำเน่าหลังข่าวภาคค่ำมีเรตติ้งสูงสุด ส่วนบริษัทที่จะซื้อโฆษณาทางโทรทัศน์ก็จะขอซื้อข้อมูลเรตติ้งนี้เพื่อนำไปประเมินราคาค่าโฆษณาที่เหมาะสม โปรแกรม wakoopa ก็ทำงานคล้ายๆ เจ้ากล่องพิเศษนี้เลยครับ มันช่วยให้เรารู้ได้ว่าซอฟท์แวร์ตัวไหนที่มีเรตติ้งสูงสุดทั่วทั้งโลก มีคนเรียกใช้งานมากที่สุดในโลก และมีคนใช้เวลาอยู่กับมันนานที่สุดในโลก ผู้ใช้ธรรมดาๆ อย่างพวกเราอาจจะไม่รู้สึกว่าข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตมากนัก ถ้าเรารู้ว่ามีผู้ใช้ Internet Explorer กี่คน มีผู้ใช้เวลาอยู่กับ Firefox นานแค่ไหน แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ? wakoopa จึงสร้าง Community สำหรับผู้ใช้ซอฟท์แวร์แต่ละตัวขึ้นมา ให้ผู้ใช้สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกับโปรแกรมที่พวกเขาใช้อยู่ได้ หรือถ้าเลิกใช้ไปแล้ว ก็สามารถให้ความเห็นได้ด้วยว่าโปรแกรมตัวนี้ไม่ดีอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้ได้เลยครับว่าโปรแกรมที่คุณกำลังใช้อยู่มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เอ๊ะ&#8230; แล้วมันจะต่างอะไรกับการเข้าไปอ่านรีวิวตามเว็บไซต์ที่รวบรวมซอฟท์แวร์ให้ดาวน์โหลด หรืออ่านตามเว็บบอร์ดต่างๆ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/11/wakoopa-community-of-software-user.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pay Per Digg รับเงินเมื่อคลิกโหวต ขบวนการซื้อเสียงบน Social Bookmark</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/10/pay-per-digg-click-for-money-on-social-bookmark.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/10/pay-per-digg-click-for-money-on-social-bookmark.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Oct 2007 12:44:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[affiliate marketing]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[online advertising]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[traffic management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/10/pay-per-digg-click-for-money-on-social-bookmark.html</guid>
		<description><![CDATA[บล็อกเกอร์ชาวไทยคงรู้กันดีว่าโมเดลหาเงินที่ได้รับความนิยมก็คือการนำโฆษณามาติดในบล็อก ไม่ว่าจะเป็น Google AdSense, Text Link Ads หรือล่าสุดคือ Widget Bucks โดยที่บล็อกเกอร์จะได้รับเงินก็ต่อเมื่อมีผู้คลิกที่โฆษณา (หรือบางคนอาจจะได้จากการแนะนำให้คนอื่นสมัคร) ซึ่งบล็อกเกอร์บางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ใช้วิธีคลิกที่โฆษณาของตัวเองซะเลย และต้องพบกับความซวยในภายหลังได้เมื่อถูกผู้ให้บริการโฆษณาระงับ account แต่จะดีมั้ยถ้ามีคนจ่ายเงินเพื่อให้คุณคลิก? ผมกำลังพูดถึงโมเดลแบบ Pay Per Digg ครับ ผมไปเจอเว็บไซต์ Subvert and Profit เข้า ซึ่งเว็บไซต์นี้เป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่อยากให้คนเข้าเว็บตัวเองผ่านทาง Digg เยอะๆ กับผู้ที่เล่น Digg อยู่แล้วและอยากหารายได้เสริม (น้องฮันท์ไดอารี่อีสแซวว่าผมชอบวิเคราะห์เว็บที่ทำตัวเป็นตัวกลางจับคู่อยู่เรื่อย) Digg คือเว็บไซต์ประเภท Social Bookmark ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถแนะนำเว็บไซต์ดีๆ ให้คนอื่นคลิกเข้าไปชมได้ เว็บไซต์ประเภทนี้จึงได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ที่ต้องการ traffic เข้าเว็บของตัวเอง แต่ด้วยความที่ใครก็ได้ที่สามารถเพิ่มเว็บไซต์ลงไปได้ ทำให้มีทั้งเว็บไซต์ที่น่าอ่านและมีประโยชน์ และเว็บไซต์ที่มีเจตนาต้องการให้คนหลงเข้าไปเพื่อคลิกโฆษณาเพียงอย่างเดียว Digg จึงมีระบบ digg it ที่ให้ชุมชนคนเล่น Digg เป็นผู้ตัดสินว่าเว็บใดเป็นเว็บที่มีคุณภาพด้วยการคลิกโหวตให้แก่เว็บนั้น ในหน้าแรกของ Digg [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/10/pay-per-digg-click-for-money-on-social-bookmark.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>37</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Free Breast Implants เมื่อเว็บช่วยให้สาวจอแบนสามารถผ่าตัดเสริมอึ๋มได้ฟรี</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/10/free-breast-implants.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/10/free-breast-implants.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Oct 2007 09:07:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[google adsense]]></category>
		<category><![CDATA[google adwords]]></category>
		<category><![CDATA[google maps]]></category>
		<category><![CDATA[niche market]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2007/10/free-breast-implants.html</guid>
		<description><![CDATA[หากคุณเป็นสาวจอแบนที่ไม่พอใจกับหน้าอกหน้าใจของตัวเอง ปรารถนาจะทำให้มันใหญ่ขึ้น แต่คุณก็ไม่มีเงินมากมายพอที่จะไปผ่าตัดเสริมเต้าได้ เว็บนี้มีทางออกให้คุณ&#8230; หลายเว็บไซต์ในโลกนี้สร้าง platform ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางระหว่าง demand และ supply เว็บเหล่านี้จะพยายามสร้างจุดสมดุลเพื่อให้ทั้ง demand และ supply ต่างได้รับความพึงพอใจมากที่สุด โดยที่เว็บจะมีรายได้จากส่วนแบ่งยอดเงินเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วย transaction ปริมาณมหาศาลก็เพียงพอที่จะทำให้เว็บร่ำรวยได้ ตัวอย่างของเว็บที่เป็นตัวกลางที่มีชื่อเสียงก็เช่น eBay ที่ทำหน้าที่จับคู่ผู้ต้องการขายของกับผู้ต้องการซื้อของ หรือ Google ที่จับคู่ผู้ต้องการโฆษณาสินค้า (Google AdWords) กับผู้ที่ต้องการรายได้จากการขายพื้นที่โฆษณา (Google AdSense) MyFreeImplants เป็นอีกเว็บหนึ่งที่วางตัวเองเป็นตัวกลางในการจับคู่ระหว่างหญิงสาวที่มีหน้าอกไข่ดาวและอยากทำให้มันใหญ่ขึ้นแต่ไม่มีเงินมากพอที่จะทำศัลยกรรม กับผู้ใจบุญ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) ที่อยากเติมเต็มความปรารถนาของหญิงสาวเหล่านั้นด้วยการสละเงินเพียงเล็กน้อยให้กับพวกเธอ กระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นจากหญิงสาวเข้าไปสมัครสมาชิก กรอกประวัติส่วนตัวสั้นๆ (สามารถปกปิดชื่อจริงได้) รูปลักษณ์ทางกายภาพ เช่น สีผม สีตา น้ำหนัก ส่วนสูง ฯลฯ และเป้าหมายในการทำศัลยกรรม หลังจากนั้นหญิงสาวก็จะเข้าสู่ชุมชนของเว็บ สามารถส่งข้อความส่วนตัว แชท ส่งรูปภาพ หรือขายสินค้าส่วนตั๊วส่วนตัวได้ ฝ่ายผู้ใจบุญก็จะต้องสมัครสมาชิกของเว็บเพื่อเข้าสู่ชุมชนนี้ โดยที่เว็บจะขายเครดิตในการส่งข้อความหาหญิงสาว ซึ่งเครดิตนี้จะถูกส่งต่อไปให้กับหญิงสาวที่ผู้ใจบุญส่งข้อความไปหา นอกจากนี้ผู้ใจบุญยังสามารถบริจาคตรงไปให้หญิงสาว [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/10/free-breast-implants.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดี(สำหรับเจ้าของสินค้าและผู้ซื้อสินค้า)จริงหรือ?</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/affiliate-marketing-cpc-advertising.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/06/affiliate-marketing-cpc-advertising.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jun 2007 16:05:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[affiliate marketing]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[google adwords]]></category>
		<category><![CDATA[online advertising]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/affiliate-marketing-cpc-advertising.html</guid>
		<description><![CDATA[ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ฮอตฮิตอย่างมากในบ้านเราในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งกระแสนี้เกิดจากหนังสือ Google Make Me Rich ของคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ หนึ่งในคนไทยที่ประสบความสำเร็จในการกอบโกยเงินจากการทำ Affiliate Marketing เผื่อบางท่านยังไม่เคยรู้จักธุรกิจนี้มาก่อน ผมจะขออธิบายแบบสั้นๆ ครับ การทำ Affiliate Marketing คือการที่เราไปสมัครเป็นนายหน้าขายสินค้าและบริการให้กับเว็บไซต์ต่างๆ แล้วนำเว็บไซต์เหล่านั้นไปแนะนำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเพื่อที่กลุ่มเป้าหมายจะได้เข้าไปสั่งซื้อสินค้า โดยที่เราในฐานะผู้แนะนำก็จะได้รับ commission ตามที่เว็บไซต์กำหนด แต่เนื่องจากมีเว็บไซต์ที่เปิดให้คนสมัครเข้าไปทำ Affiliate Marketing ได้เป็นจำนวนมาก จึงมีผู้รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์เหล่านั้นเอาไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดความสะดวก เช่น Commission Junction และมีผู้รวบรวมรายการสินค้าที่คุณสามารถนำไปโฆษณาขายต่อได้ เช่น ClickBank และ Amazon เมื่อผู้ที่ทำธุรกิจ Affiliate Marketing เลือกเว็บไซต์หรือสินค้าที่ตัวเองสนใจได้แล้ว ก็จะนำไปโฆษณาผ่าน Cost Per Click (CPC) Advertising เช่น Google AdWords และ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/06/affiliate-marketing-cpc-advertising.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Triangle of Brand Benefit เว็บไซต์ของคุณมีแบรนด์แบบไหน?</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/05/triangle-of-brand-benefit.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/05/triangle-of-brand-benefit.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 May 2007 09:10:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[brand awareness]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[gmail]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[google apps]]></category>
		<category><![CDATA[hotmail]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/05/triangle-of-brand-benefit.html</guid>
		<description><![CDATA[นักการตลาดมีวิธีการแบ่งประเภทแบรนด์หลายวิธี วิธีการหนึ่งที่ใช้กันก็คือ Triangle of Brand Benefit ซึ่งจะแบ่งกลุ่มแบรนด์สินค้าออกตาม benefit ที่ลูกค้าของแบรนด์เหล่านี้ได้รับออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือแบรนด์ประเภท Economical ที่ลูกค้ามักจะตระหนักว่าแบรนด์นี้มีจุดเด่นด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา สินค้าที่มีแบรนด์แบบนี้มักจะมีราคาถูกเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่นๆ กลุ่มที่สองคือแบรนด์ประเภท Functional ซึ่งเป็นที่รู้จักของลูกค้าว่าสินค้าที่ใช้แบรนด์นี้มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่น เป็นสินค้าที่เหมาะแก่การใช้งานเฉพาะด้าน กลุ่มที่สามคือแบรนด์ประเภท Emotional ที่อาจจะไม่ได้มีราคาถูก ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะทาง แต่เน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า เป็นความพึงพอใจทางนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้ สินค้าที่มีการแบ่งประเภทแบรนด์ตาม Triangle of Brand Benefit ที่เห็นได้ชัดมากก็คือ Consumer Shampoo ที่วางขายอยู่บน shelf ใน supermarket หรือ discount store ไม่ใช่แชมพูระดับหรูที่ขายตาม shop เครื่องสำอาง หรือแชมพูที่ขายผ่านช่องทาง direct sale หรือ network marketing นะครับ สมมุติว่าเราดูแชมพูของค่าย Unilever ละกัน ค่ายนี้มีแชมพู [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/05/triangle-of-brand-benefit.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันฉัตร ผดุงรัตน์ เจ้าตำนาน Pantip.com</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/05/pantipcom-2.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/05/pantipcom-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 May 2007 06:15:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[censorship]]></category>
		<category><![CDATA[collaboration]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/05/pantipcom-2.html</guid>
		<description><![CDATA[คุณรู้จักโลกอินเตอร์เน็ตดีแค่ไหน?&#8230; การจัดอันดับบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time ในครั้งล่าสุด (ประจำปี 2006) ยกย่องให้&#8230;‘You’ หรือคุณคนที่อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตคือคนสำคัญคนนั้น&#8230; แสดงให้เห็นว่าโลกอินเตอร์เน็ตสามารถสั่นสะเทือนโลกนอกจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน&#8230; คุณรู้สึกประหลาดใจกับปรากฏการณ์อันนี้หรือไม่ ถ้าอยากทำความเข้าใจกับสถานการณ์โลกอินเตอร์เน็ตให้ดีกว่าเดิม&#8230; คุณน่าจะเริ่มจากทำความรู้จักกับบุคคลคนนี้&#8230; เจ้าตำนานเว็บบอร์ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย เว็บบอร์ดที่มีไอเดียเริ่มแรกมาจากอี-เมล์ตอบกลับที่มีความยาวเพียง 2 ย่อหน้า! ในขณะที่ปัจจุบันมีคนเข้าออกเว็บของเขากว่า 100,000 คนต่อวัน&#8230; แล้วคุณจะรู้ว่าคนในโลกใบนี้เขาเป็นอยู่ และคิดอย่างไร&#8230; จากคนที่สนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านขั้นตอนอย่างไรคะถึงกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บบอร์ดดังอย่าง Pantip มันก็มาเรื่อย ๆ &#8230;ผมเริ่มเปลี่ยนงานมาอยู่กับคอมพิวเตอร์เลยอย่างที่ชอบ จนถึง 8 ปี เรารู้สึกว่ามันอิ่มตัวแล้ว&#8230; พอดีเพื่อนชวนมาทำธุรกิจ เออ ๆ คงสนุกดี เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ได้จับอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ที่จับคือส่งอี-เมล์ ตอนนั้นเพื่อนทำเป็นการอิมพอร์ตสินค้าจากต่างประเทศมาขาย ด้วยความที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศบ่อย ใช้แฟกซ์มันแพงเราเลยซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตมา แล้วให้คนจากไต้หวันมาแนะนำการใช้ประโยชน์ แล้วไหน ๆ เราซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วเลยลองเข้าเว็บค้นหาข้อมูลดู ทำให้รู้ว่าอินเตอร์เน็ตนอกจากอี-เมล์แล้ว ยังมีอะไรอีกมากมายที่น่าสนใจ ตอนนั้นเป็นธุรกิจมั้ยคะ ก็พยายามให้เป็นโมเดลที่เราคิด เป็นโมเดลโฆษณาแต่ตอนนั้นที่ผมคิดคือเราทำเป็นแม็กกาซีนออนไลน์ ซึ่งมันน่าจะดี เมื่อเทียบกับแม็กกาซีนที่เป็นกระดาษ โฆษณาแค่ 10 บาทแต่เราเอามาลงเว็บค่าใช้จ่ายไม่เท่าไหร่ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/05/pantipcom-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Social Business Enterprise เมื่อเป้าหมายธุรกิจไม่ใช่เพื่อ Maximize Profit แต่เพื่อ Minimize Poverty</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/04/social-business-enterprise-maximize.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2007/04/social-business-enterprise-maximize.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2007 11:48:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[collaboration]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[google adsense]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[social]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[youtube]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/08/social-business-enterprise-maximize.html</guid>
		<description><![CDATA[ได้ดูรายการชีพจรโลกโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของ Dr. Muhammad Yunus เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 ซึ่งผมมองว่าเป็นบุคคลที่มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก น่าที่จะลองศึกษาแนวคิดของเขาดู โดยเฉพาะนักศึกษา MBA ที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อ Maximize Profit ทำอย่างไรก็ได้ให้บริษัทมีกำไรมากที่สุด ขณะที่แนวคิดของ Dr. Yunus กลับเป็นการ Minimize Poverty หรือการลดจำนวนคนยากจนให้เหลือน้อยที่สด รวมถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกๆ ว่าการลดจำนวนคนจน มันไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจ น่าจะเรียกว่ามูลนิธิมากกว่า ถ้าทำธุรกิจเพื่อคนจน ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร (แต่ถ้าทำธุรกิจหากินกับคนจน แบบนี้มีโอกาสรวยล้นฟ้าได้ครับ) แต่ Dr. Yunus ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ อย่างเช่นธุรกิจ Village Phone ที่มีแนวคิดว่าคนในชนบทของบังกลาเทศขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร Dr. Yunus ก็ใช้วิธีปล่อยกู้ให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้านตามชนบทเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ แล้วให้ทำอาชีพเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสาธารณะ (เหมือนการตั้งโต๊ะมือถือตามหอพักนักศึกษาในสมัยก่อนครับ ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีอยู่มั้ย นักศึกษาส่วนใหญ่คงมีมือถือเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว) คนในหมู่บ้านที่ต้องการการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่มีโทรศัพท์ ก็มาใช้บริการได้ คนที่ให้บริการก็มีรายได้เสริม หลักการดำเนินธุรกิจของ Dr. Yunus [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2007/04/social-business-enterprise-maximize.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

