<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MacroArt Online Business Story by Apisilp Trunganont &#187; blog</title>
	<atom:link href="http://blog.macroart.net/tag/blog/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.macroart.net</link>
	<description>รู้มากกว่าที่นึก ลึกมากกว่าที่คิด กับเรื่องราวในโลกธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็น eBay, Google AdSense, Google AdWords, Affiliate Marketing, Search Engine Optimization, Web 2.0 และอื่นๆ อีกมากมาย นำเสนอในรูปแบบวิชาการอ่านง่าย ช่วยให้คุณเสพย์ความรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมองในการย่อยมากนัก</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Aug 2011 16:41:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครคูณเลขได้มากกว่ากัน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2009 19:33:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[collaborative filtering]]></category>
		<category><![CDATA[community]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[ning]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[posterous]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[traffic management]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[viral marketing]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=805</guid>
		<description><![CDATA[จากบทความตอนที่แล้วเรื่อง ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากกว่ากัน ผมได้อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้คนเลือกที่จะใช้เว็บใดๆ เพราะเว็บนั้นตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเขาได้ อย่างไรก็ตาม การทำให้คนเข้าเว็บเยอะๆ ได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยอื่นนอกจากการตอบสนองความต้องการด้วย การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกได้นั้นต้องอาศัยการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การทำ Search Engine Marketing การใช้ Social Media Marketing หรือการตลาดอื่นๆ แต่การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกแล้วมีการแวะเข้ามาหลังจากนั้นอีก จะต้องอาศัยเนื้อหาที่มีคุณภาพ จึงมีคำกล่าวที่ว่า Content Is King เว็บไซต์ที่มีรูปแบบ Owner-generated content หรือเจ้าของเว็บเป็นผู้สร้างเนื้อหาขึ้นมา กลไกหลักที่จะขับเคลื่อนเว็บและทำให้มีคนเข้าเว็บมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ตัวเจ้าของเว็บเอง ถ้าเจ้าของเว็บสร้างเนื้อหาออกมาได้ &#8220;ถูกจริต&#8221; คนเข้าเว็บ เนื้อหานั้นก็เปรียบเสมือน &#8220;ตัวคูณ&#8221; ที่มีค่ามาก เนื้อหาหนึ่งชิ้นอาจสร้างคนเข้าเว็บได้นับพันนับหมื่น ตัวอย่างของเว็บไซต์ประเภทนี้ก็คือบล็อก บล็อกที่มีเนื้อหาสาระดีก็จะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการแสวงหาความรู้ บล็อกที่มีเนื้อหาตลกขบขันจะดึงดูดผู้อ่านที่ต้องการคลายเครียด ส่วนบล็อกที่เจ้าของเป็นผู้หญิงสวยที่ชอบถ่ายรูปตัวเองลงบล็อก ก็จะดึงดูดผู้ชายได้จำนวนมาก ขณะที่เว็บไซต์แบบ User-generated content หรือผู้ใช้เว็บเป็นผู้สร้างเนื้อหา ปัจจัยที่ทำให้คนเข้าเว็บเยอะจะขึ้นกับตัวคูณสองตัว คือเนื้อหาที่มีในเว็บสามารถดึงดูดคนเข้าเว็บได้มากแค่ไหน และคนเข้าเว็บลงมือสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจมากแค่ไหน เว็บ UGC ที่ล้มเหลวคือเว็บที่ตัวคูณทั้งสองตัวนี้มีค่าต่ำมาก มีคนเข้าเว็บมาแต่ก็ไม่ได้ช่วยสร้างเนื้อหาอะไร เนื้อหาที่มีอยู่ก็ไม่น่าสนใจมากพอจะดึงดูดคนเข้าเว็บรายใหม่ๆ ลองนึกภาพเว็บบอร์ดที่สมัยนี้ใครๆ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/02/web-traffic-multiplier-competition.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>26</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากกว่ากัน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/02/web-fulfil-human-needs-competition.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/02/web-fulfil-human-needs-competition.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Feb 2009 23:21:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[amazon]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[first-mover advantage]]></category>
		<category><![CDATA[hi5]]></category>
		<category><![CDATA[maslow]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=793</guid>
		<description><![CDATA[ในยุคของ User-generated content แต่ละเว็บไซต์ต่างก็สร้างเว็บให้เป็น Platform ออกมาแข่งขันกันเต็มไปหมด ทุกเว็บมีสิ่งที่เหมือนๆ กันคือการเปิดให้ผู้ใช้เว็บสามารถสร้างเนื้อหาขึ้นมาเองได้ แต่ใช่ว่าเว็บที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาได้จะต้องประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะผู้ใช้เองก็มีคำถามว่าแล้วทำไมฉันจะต้องสร้างเนื้อหาขึ้นบนเว็บนี้ด้วยล่ะ? ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเว็บประเภท Social Network ที่ผุดขึ้นมากมายเต็มไปหมด ใครที่เล่น Windows Live Messenger (MSN) และมีเพื่อนอยู่เยอะๆ ก็จะพบว่าตัวเองมักจะได้รับอีเมลเชิญชวนให้เข้าไปสมัครสมาชิกของเว็บ Social Network อยู่เรื่อยๆ ซึ่งหลายคนที่ได้รับอีเมลแบบนี้แล้วก็มักจะเพิกเฉย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่ายที่ต้องสมัครเว็บนั้นเว็บนี้อยู่เรื่อย พอสมัครแล้วก็ต้องอัปโหลดรูป เขียนแนะนำตัวเอง ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำไปทำไมในเมื่อตัวเองก็มีโพรไฟล์เหล่านี้อยู่บน Hi5 อยู่แล้ว การที่ผู้ใช้จะใช้บริการเว็บไซต์ใด เขาจะตัดสินใจจากสิ่งที่เว็บไซต์นั้นตอบสนองให้แก่เขา แล้วอะไรคือสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจากเว็บไซต์ล่ะ? การอธิบายถึงความต้องการของผู้ใช้นั้นมีอยู่หลายทฤษฎี ทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งเป็นทฤษฎีที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ปี 1943 ก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกซะอีก แต่ก็เป็นทฤษฎีที่ยังใช้งานได้ในปัจจุบัน และสามารถประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้เว็บได้ด้วย นั่นก็คือทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว (Maslow&#8217;s hierarchy of needs) ซึ่งคิดค้นโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่ชื่อ Abraham Maslow มาสโลวนำเสนอทฤษฎีของเขาผ่านรูปสามเหลี่ยมพีระมิดที่แบ่งออกเป็น 5 ชั้น ชั้นที่อยู่ใกล้ฐานพีระมิดบ่งบอกถึงความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ ส่วนชั้นที่อยู่ใกล้ยอดพีระมิดหมายถึงความต้องการที่เป็นนามธรรม เป็นเรื่องของความรู้สึกและจิตใจ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/02/web-fulfil-human-needs-competition.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Zickr Feed + Yahoo! Pipes = ลิงก์ที่ถูกโหวตมากที่สุดของคุณเอง</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/01/zickr-feed-yahoo-pipes-most-voted-links.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/01/zickr-feed-yahoo-pipes-most-voted-links.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Jan 2009 22:04:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[api]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[mashup]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo pipes]]></category>
		<category><![CDATA[zickr]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=737</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆ เว็บในยุค Web 2.0 มักจะมีระบบการโหวต ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถโหวตให้กับเนื้อหาที่ตัวเองชอบได้ เนื้อหาใดที่ถูกโหวตเยอะๆ แสดงว่ามีคนจำนวนมากที่ชอบเนื้อหานั้น เจ้าของเว็บก็มักจะนำเนื้อหาเหล่านี้ไปวางในจุดที่มีผู้ใช้เห็นเยอะๆ เป็นนัยยะว่านี่คือเนื้อหาที่น่าสนใจนะ คุณน่าจะลองเข้าไปดูบ้าง ผมเองก็พยายามเอาวิธีนี้มาใช้กับบล็อกผมอยู่เหมือนกัน เพราะมีหลายบทความที่ถึงแม้จะเก่าจนตกไปอยู่หน้าหลังๆ แล้ว แต่เชื่อว่าบทความเหล่านั้นน่าจะมีประโยชน์กับขาจรที่เข้ามาอ่านเว็บผม เผื่อว่าเขาจะสนใจอ่านบทความอื่นๆ ต่อ เจ้าของบล็อกส่วนใหญ่จะใช้วิธีเลือกบทความเจ๋งๆ ของตัวเอง เอามาทำลิงก์ไว้ที่ Sidebar แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง ลิงก์ก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผู้อ่านลายตา เลือกไม่ถูกว่าจะคลิกไปอ่านลิงก์ไหนดี ซึ่งวิธีที่เหมาะสมก็คือการทำลิงก์จำนวนไม่มากไปยังบทความที่คนสนใจจริงๆ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าบทความไหนล่ะที่คนสนใจ? นั่นก็คือจะต้องใช้ระบบโหวตเข้ามาช่วยตัดสิน แต่ Blog Software ส่วนใหญ่ไม่มีระบบโหวตบทความ นั่นเป็นเพราะว่าระบบโหวตจะเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อผู้โหวต 1 คนมี 1 คะแนนให้กับ 1 บทความ จึงต้องมีระบบสมาชิก ต้องสมัครและล็อกอินก่อนจะโหวต ซึ่งคงไม่มีใครเสียเวลาสมัครสมาชิกบล็อกนาย ก เพียงเพื่อจะโหวตให้กับบทความของเขา แต่ถ้าเรานำบทความของเราไปโปรโมทในเว็บ Social Bookmark ซึ่งมีระบบการโหวตที่ดีอยู่แล้ว แล้วค่อยนำคะแนนโหวตมาเรียงลำดับเพื่อหาบทความที่ถูกโหวตมากๆ เราก็จะได้บทความจำนวนหนึ่งที่มีคนสนใจเยอะ สามารถแนะนำให้ผู้ใช้เว็บเราเข้าไปอ่านได้ โดยปกติแล้วผมจะใช้บริการของ Zickr ซึ่งเป็น Social [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/01/zickr-feed-yahoo-pipes-most-voted-links.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ก่อตั้งพันทิปปิ๊งไอเดียให้บล็อกเกอร์เปิดหมวก (ผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2552)</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2009/01/pantip-founder-idea-blogger-donation.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2009/01/pantip-founder-idea-blogger-donation.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jan 2009 08:36:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[เป็นข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[jibcafe]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[payment gateway]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[webmaster]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=512</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;วันฉัตร ผดุงรัตน์&#8221; ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จุดประเด็นสร้างโมเดลหารายได้ทางใหม่ให้นักเขียนบล็อกไทย เสนอไอเดียให้นักอ่านสามารถบริจาคเงินแก่นักเขียนบล็อกในราคาตั้งแต่ 5-10 บาท เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนบล็อกอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะรายได้จากโฆษณา แม้ขณะนี้ยังไม่มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าถ้าทำได้จะส่งให้วงการคอนเทนท์ไทยรุ่งเรือง &#8220;โมเดลหารายได้ใหม่นี้ผมยังเรียกชื่อมันไม่ถูก และก็ยังไม่คิดว่าจะทำอะไรยังไงต่อ ผมคิดแค่ว่าอยากจะให้คนอ่านตอบแทนคนทำบล็อกได้ เมื่อมองไปกว้างๆ ยุคนี้คือยุคที่ผู้ใช้เป็นผู้สร้างคอนเทนท์ ไม่ใช่คอนเทนท์บทความแต่รวมถึงวีดีโอต่างๆ ตรงนี้ผมคิดว่าเขาควรจะได้รับกลับมาจากที่ลงแรงไป&#8221; แนวคิดนี้ของวันฉัตรถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในงานจิบกาแฟคนทำเว็บหัวข้อ &#8220;Social Media Marketing การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยผู้บริโภค&#8221; จัดโดยสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในงานมีการอภิปรายกันว่าพันทิปอาจเป็นหัวเรือใหญ่ในการประสานกับผู้ให้บริการชำระเงินทางอินเทอร์เน็ต เพื่อผู้อ่านบล็อกสามารถโอนเงินมูลค่าเพียง 5-10 บาทได้โดยที่ผู้เขียนบล็อกได้ประโยชน์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย จุดนี้นายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ รองเลขาธิการสมาคมฯเชื่อว่า หากโมเดล&#8221;เปิดหมวก&#8221;นี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงบนสังคมบล็อกไทย เนื้อหาภาพรวมของบล็อกไทยจะมีโอกาสพัฒนาสูง &#8220;อาจจะมี Micro payment gateway โดยการคุยกับ Paysbuy เพื่อให้บริการจ่ายเงินทางอินเทอร์เน็ตโดยที่คิดค่าธรรมเนียมไม่มาก หรืออาจคุยกับโอเปอเรเตอร์ ให้ผู้อ่านบล็อกสามารถเอสเอ็มเอสโอนเงินแค่ 5 บาท 10 บาทได้ง่ายๆ การบริจาคแบบนี้จะเป็นรายได้หนึ่งของบล็อกเกอร์นอกจากโฆษณา การมีรายได้จากโฆษณาทำให้เกิดโมเดลก็อปปี้คอนเทนท์คนอื่นแล้วไปหาโฆษณา การก็อปปี้แบบนี้ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือความรู้ให้สังคม ซึ่งพวกนี้จะสร้างได้ต้องมีการเขียน ต้องมีอะไรมากพอสมควร&#8221; วันฉัตรอธิบายว่า การเขียนบล็อกนั้นไม่ซับซ้อนและไม่ต้องลงทุนมากก็จริง แต่การผลิตคอนเทนท์วีดีโอดีๆหากไม่มีส่วนสนับสนุนก็ถึงทางตันได้ โดยขณะนี้ยังไม่มีแผนการเจรจาใดๆ รวมถึงกรอบกำหนดเวลาดำเนินโครงการจริง [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2009/01/pantip-founder-idea-blogger-donation.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>18</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Social Media Optimization (SMO) ปรับแต่งเว็บให้ถูกใจคน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/12/social-media-optimization-smo.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/12/social-media-optimization-smo.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Dec 2008 10:44:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับ Geek/Developer]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[amazon]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[mashup]]></category>
		<category><![CDATA[search engine optimization]]></category>
		<category><![CDATA[social bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social media optimization]]></category>
		<category><![CDATA[traffic management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=476</guid>
		<description><![CDATA[แหล่งที่มาของคนเข้าเว็บ (Traffic Source) ของเว็บใดๆ มักจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือคนที่เข้าเว็บผ่านทาง Search Engine ประเภทที่สองคือคนที่คลิกลิงก์มาจากเว็บอื่น (Referring Site) และประเภทสุดท้ายคือคนที่เข้าเว็บโดยตรง (Direct Traffic) ซึ่งอาจจะพิมพ์ชื่อเว็บเองหรือเข้าทางบุ๊คมาร์ค ศาสตร์ในการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ Search Engine Optimization (SEO) ที่เน้นการปรับแต่งหน้าเว็บให้ &#8220;คอมพิวเตอร์&#8221; อย่าง Google ถูกใจ จนยอมมอบตำแหน่งที่ดีในผลลัพธ์การค้นหาให้ ล่าสุดมีอีกศาสตร์ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งชื่อของศาสตร์นี้พ้องกับชื่อ Search Engine Optimization นั่นก็คือศาสตร์ที่เรียกว่า Social Media Optimization (SMO) โดยศาสตร์นี้จะเน้นการปรับแต่งหน้าเว็บให้ &#8220;คน&#8221; ชอบ อยากมีส่วนร่วมกับเว็บ รวมถึงอยากบอกต่อเว็บนี้ให้คนอื่นรู้ SMO ถูกพูดถึงครั้งแรกโดย Rohit Bhargava ในบล็อกของเขา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 โดยเขาได้เขียนถึงกฎ 5 ข้อในการทำ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/12/social-media-optimization-smo.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>18</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดตัวเว็บ Diary60.com &#8211; 60 วินาทีไดอารี่</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/09/diary60-grand-opening.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/09/diary60-grand-opening.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Sep 2008 21:01:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[diary60]]></category>
		<category><![CDATA[podcast]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=378</guid>
		<description><![CDATA[ไปเปิดตัวที่อื่นมาแล้ว ทั้ง Zickr, Twitter, BarCamp Bangkok 2 แต่ยังไม่ได้มาเปิดตัวในบล็อกของตัวเองเสียที Diary60.com หรือ 60 วินาทีไดอารี่ คือไดอารี่ที่คุณไม่ต้องอ่าน เพราะผมจะเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้คุณฟัง และผมเล่าสั้นๆ แค่วันละ 60 วินาทีเท่านั้นครับ จะได้ฟังแล้วไม่เบื่อ ด้วยความที่เห็น @sugree กับ @kengggg ทำ Weekly Suki ซึ่งเป็น Podcast ที่คุยเรื่องไอทีกัน ประกอบกับไปเห็นไอเดียของ Scientific American 60-Second Science ที่มีคนมาเล่าข่าวให้ฟังทุกวัน ข่าวละ 60 วินาที ซึ่งฟังแล้วน่าสนใจ กระชับ ไม่ยืดเยื้อน่าเบื่อ แถมตื่นเต้นด้วยว่ามันจะพูดเร็วไปถึงไหน ก็เลยนึกอยากทำบ้าง จริงๆ เคยคิดอยากทำ Podcast 60 วินาทีมานานแล้วล่ะ แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะพูดเรื่องอะไร จะเล่าข่าววิทยาศาสตร์แบบต่างประเทศทำก็ไม่สามารถพอ จะเล่าเรื่องธุรกิจออนไลน์กับเว็บ 2.0 แบบในบล็อกนี้ ก็รู้สึกว่า 60 [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/09/diary60-grand-opening.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Knowledge Sharing 2.0 หลากหลายรูปแบบการแบ่งปันความรู้ (Wikipedia vs Yahoo! Answers vs Google Knol)</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Aug 2008 01:32:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[collective intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[google adsense]]></category>
		<category><![CDATA[google knol]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge sharing]]></category>
		<category><![CDATA[pantip.com]]></category>
		<category><![CDATA[the long tail]]></category>
		<category><![CDATA[user-generated content]]></category>
		<category><![CDATA[web 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[wikipedia]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo answers]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=366</guid>
		<description><![CDATA[ในสมัยก่อน รูปแบบของการแบ่งปันความรู้แก่กันถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ พ่อแม่สอนการบ้านลูก ครูสอนหนังสือนักเรียน เพื่อนติวหนังสือให้เพื่อน หรือกว้างออกมาหน่อยก็คือนักเขียนเขียนหนังสือขายให้คนอ่าน การแบ่งปันความรู้ส่วนใหญ่เป็นแบบทางเดียว พ่อแม่สอนการบ้านลูก แต่ลูกไม่ได้สอนอะไรให้พ่อแม่ ครูสอนหนังสือนักเรียน แต่นักเรียนไม่ได้สอนหนังสือให้ครู นักเขียนเขียนให้อ่าน แต่คนอ่านก็ไม่ได้แบ่งปันอะไรกลับมาให้นักเขียน แต่ก็มีบ้างที่เป็นการแบ่งปันแบบหลายทาง เช่น เพื่อนติวหนังสือให้เพื่อน เพื่อนคนนึงอาจจะเป็นคนนำในการติว และเพื่อนอีกคนก็อาจจะถามคำถามที่ตัวเองสงสัยขึ้นมา ซึ่งเพื่อนที่เป็นคนติวอาจจะตอบไม่ได้ แต่ก็อาจจะมีเพื่อนคนอื่นๆ ที่ช่วยตอบให้ได้ หรือการเรียนการสอนในห้องเรียนสมัยใหม่ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ครูอาจจะไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่เอาแต่เขียนกระดานหรือปิ้งแผ่นใส แต่ครูเป็นเสมือน Facilitator ที่คอยกระตุ้นให้นักเรียนถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้เพื่อนๆ ฟัง โดยครูเป็นแค่คนคอยไกด์ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การแบ่งปันความรู้แบบหลายทางก็ยังจำกัดอยู่แค่ในวงแคบๆ เท่านั้น ภายในกลุ่มเพื่อนไม่กี่คนหรือในห้องเรียนเล็กๆ เพราะถ้าคนเยอะขึ้นเมื่อไรก็จะเกิดความโกลาหลขึ้นทันที ต่างคนต่างพูดจนไม่รู้จะฟังใคร หรือมีเวลาจำกัดที่ให้พูดกันทุกคนไม่ได้ ไม่งั้นไม่จบเรื่อง แต่พอมาถึงยุคของ Web 2.0 ยุคที่ใครๆ ก็เป็นผู้สร้างเนื้อหาได้ ยุคที่คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงมากและมีต้นทุนต่อหน่วยแทบจะเป็นศูนย์ ช่วยให้ข้อจำกัดด้านขนาดของการแบ่งปันความรู้แบบหลายทางลดลง ถ้าคุณอยากแบ่งปันความรู้ คุณก็แค่เขียนบล็อก และเปิดให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้ ซึ่งก็จะช่วยเสริมความรู้ที่คุณนำเสนอให้มีความแข็งแรงมากขึ้น แต่นอกจากบล็อกแล้วก็ยังมีรูปแบบการแบ่งปันความรู้แบบหลายทางอื่นๆ อีก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ 3 แห่งที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ Wikipedia, [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/08/knowledge-sharing-wikipedia-yahoo-answers-google-knol.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ควันหลงงานจิบกาแฟคนทำเว็บ &#8220;คนทำเว็บพบคนโฆษณา ทำเว็บอย่างไรให้ได้เงิน?&#8221;</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/06/jibcafe-publishers-meet-advertisers-monetize-your-web.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/06/jibcafe-publishers-meet-advertisers-monetize-your-web.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Jun 2008 17:51:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[online advertising]]></category>
		<category><![CDATA[search engine marketing]]></category>
		<category><![CDATA[webmaster]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเพิ่งจัดงานจิบกาแฟคนทำเว็บในหัวข้อ &#8220;คนทำเว็บพบคนโฆษณา ทำเว็บอย่างไรให้ได้เงิน?&#8221; ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานล้นหลามเกือบ 80 คน มีทั้งเจ้าของเว็บ เอเจนซี่ และ Ad Network Provider ประเด็นสำคัญที่คนทำเว็บหลายคนอยากรู้ก็คือ เว็บของตัวเองเป็นเว็บเล็กๆ คนเข้าวันละไม่มาก จะทำอย่างไรถึงจะมีเม็ดเงินจากโฆษณาไหลเข้ามาเหมือนกับที่เว็บยักษ์ใหญ่ทำได้บ้าง? คำตอบของประเด็นนี้ก็คือไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องเป็นเว็บใหญ่ๆ เท่านั้นถึงจะมีเงินจากโฆษณาเข้ามา ถ้าดูตามสถิติของ Truehits จะพบว่าเว็บไทยที่มี Unique IP วันละ 50,000 ขึ้นไป มีเพียงแค่ 50 เว็บเท่านั้นเอง แต่ยังมีเว็บอีกนับพันนับหมื่นที่เป็นเว็บขนาดเล็ก เชื่อหรือไม่ว่าเว็บใหญ่บางแห่งไม่มีโฆษณา ขณะที่เว็บเล็กอีกหลายแห่งกลับมีโฆษณา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเอเจนซี่ไม่ได้ดูแต่ตัวเลขคนเข้าเว็บเพียงอย่างเดียว เว็บบางแห่งที่ทำ Black Hat SEO เพื่อดักให้คนเข้าเว็บเยอะๆ แต่พอคนเข้ามาแล้วก็ออกไปเพราะไม่พบสิ่งที่ตัวเองต้องการ เมื่อมีตัวเลขเยอะก็เอาไปคุยกับผู้ลงโฆษณาได้ แต่เอเจนซี่ก็จะรู้ว่าเว็บเหล่านี้ไม่ส่งผลดีต่อผู้ลงโฆษณาในระยะยาว เอเจนซี่จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหาในเว็บด้วย นี่จึงเป็นช่องทางของเว็บขนาดเล็กที่มีคุณภาพ ถึงแม้ว่าจะเล็ก แต่ถ้าเป็นเว็บเฉพาะทางหรือนิชจริงๆ ก็จะมีสินค้าหรือแบรนด์บางอย่างที่เหมาะสมอยู่ นอกจากเรื่องคุณภาพของเว็บแล้ว ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ (Demographic) ของคนเข้าเว็บก็ยังมีความสำคัญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ การศึกษา เป็นต้น เพราะผู้ลงโฆษณาก็ยังสนใจที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมาย [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/06/jibcafe-publishers-meet-advertisers-monetize-your-web.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>11</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขาย Backlink อีกหนึ่งช่องทางหารายได้สำหรับคนเขียนบล็อก</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/06/backlink-selling-earning-for-blogger.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/06/backlink-selling-earning-for-blogger.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2008 17:29:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[สำหรับผู้อ่านทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[search engine optimization]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/?p=345</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ผมเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ให้อยู่ ซึ่งพาร์ทเนอร์คนนี้มีบล็อกส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานหลักอยู่ด้วยก็คือ GGBerry Travel Blog บล็อกนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเนื่องจากเจ้าของบล็อกรักการท่องเที่ยว ชอบถ่ายรูป และบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรให้คนอื่นเข้ามาอ่าน บล็อกนี้อาจจะมีจำนวนคนเข้าชมไม่มาก ส่วนใหญ่ก็คือเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน มี PageRank 3 (ในขณะที่ผมเขียนอยู่) ถึงแม้จะติด Google AdSense ไว้ แต่ก็ไม่ได้มีรายได้อะไรเข้ามามากมายเพราะไม่ค่อยมีคนคลิก แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจก็คือเจ้าของบล็อกเพิ่งได้รับเงินจากบริษัทต่างชาติ US $200 หรือเท่ากับราคาขายของ iPhone รุ่นใหม่ที่ Steve Jobs เพิ่งเปิดตัวไป สิ่งแลกเปลี่ยนที่บริษัทต้องการก็คือการลิงก์กลับ (Backlink) ไปยังเว็บไซต์ของลูกค้าบริษัท ใช่แล้วครับ นี่คือการซื้อขายลิงก์ บริษัทที่ติดต่อมาก็คือบริษัทด้าน SEO ที่รับจ้างทำให้เว็บไซต์ของลูกค้าติดอันดับดีๆ ในหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Search Engine ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มอันดับได้ก็คือเว็บไซต์จะต้องถูกลิงก์มาจากเว็บอื่นที่มีคุณภาพ คำว่า &#8220;คุณภาพ&#8221; ในที่นี้หมายถึงเว็บนั้นจะต้องมีเนื้อหาที่ไม่ซ้ำใคร ไม่ใช่ไปลอกทั้งดุ้นจากเว็บอื่น และเว็บนั้นควรจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเว็บที่ถูกลิงก์ไปหาด้วย เช่น ถ้าเว็บที่มีเนื้อหาด้านการท่องเที่ยวถูกลิงก์มาจากเว็บที่มีเนื้อหาด้านการท่องเที่ยวเหมือนกัน เว็บที่ถูกลิงก์ก็จะได้รับคะแนนที่ดี กูรูในวงการ SEO คงจะรู้เรื่องการซื้อขาย Backlink ดีอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าคนเขียนบล็อกเป็นงานอดิเรกอีกจำนวนมากที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/06/backlink-selling-earning-for-blogger.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Switching Cost ต้นทุนในการชิ่ง&#8230;บนโลกธุรกิจออนไลน์</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2008/03/switching-cost-online-business.html</link>
		<comments>http://blog.macroart.net/2008/03/switching-cost-online-business.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Mar 2008 13:41:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MacroArt</dc:creator>
				<category><![CDATA[สำหรับนักธุรกิจ/นักการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[ebay]]></category>
		<category><![CDATA[network effect]]></category>
		<category><![CDATA[social network]]></category>
		<category><![CDATA[switching cost]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.macroart.net/2008/03/switching-cost-online-business.html</guid>
		<description><![CDATA[Switching Cost คือต้นทุนที่จะเกิดขึ้นกับลูกค้าขาประจำ ถ้าลูกค้าคนนั้นชิ่งหนีจากการใช้สินค้าหรือบริการของผู้ค้ารายเดิม แล้วเปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของผู้ค้ารายอื่นแทน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือหลายคนจำใจจะต้องใช้บริการโทรศัพท์มือถือกับ Mobile Operator ที่ตัวเองไม่ชอบ ทั้งที่การเปลี่ยนค่ายนั้นทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ไปซื้อซิมใหม่มาใช้ในราคาเพียงไม่กี่บาท บางค่ายถึงขนาดตั้งโต๊ะแจกซิมฟรีกันเลยทีเดียว แต่จะพบว่าผู้ใช้จำนวนมากอาจจะรับซิมฟรีมาใช้จนหมดยอดเงินที่ให้ฟรีมา จากนั้นก็เปลี่ยนกลับไปใช้เบอร์ปกติของตัวเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้ใช้มีต้นทุนแฝงที่สูงมากจนทำให้ยากที่จะชิ่งไปใช้ของค่ายอื่นได้ นั่นก็คือเขาไม่อยากเปลี่ยนเบอร์โทรของตัวเอง เพราะอาจจะต้องเก็บไว้ใช้ติดต่อด้านธุรกิจ หากใครยังจำได้ ในช่วงปีแรกของรัฐบาลทักษิณ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เคยมาออกรายการถึงลูกถึงคนของคุณสรยุทธ์ และพูดถึงระบบ Number Portability ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนค่ายโทรศัพท์มือถือได้โดยที่ยังใช้เบอร์โทรเดิมอยู่ หมอเลี้ยบบอกว่าโครงการนี้จะสำเร็จภายในหนึ่งปี ตอนนี้ก็ผ่านมาห้าปีแล้วยังไม่เห็นวี่แววใดๆ เพราะ Number Portability ทำให้ Switching Cost ของผู้บริโภคลดลงทันที และจะส่งผลต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน ซึ่งก็จะกระทบไปถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่อดีตนายกเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไปด้วย ยังมีตัวอย่างอื่นๆ ของ Switching Cost อีก เช่น ถ้าเรายกเลิกบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงก่อนกำหนด จะถูกยึดเงินมัดจำ ถ้าเราเปลี่ยนยี่ห้อของเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้ เราต้องเสียเวลาเรียนรู้เมนูใหม่ หรือถ้าเราจะรีไฟแนนซ์เงินกู้ซื้อบ้าน เราก็ต้องเสียเวลาไปธนาคารเพื่อดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ Switching Cost มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพราะเราเลิกสัญญา [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://blog.macroart.net/2008/03/switching-cost-online-business.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

