รู้จักเจ้าของบล็อก
ชีวิตในโลกออนไลน์ของผมเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นปีที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญ
ปีนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปีทองของผมปีหนึ่งเลย ได้มีโอกาสเข้าค่ายฝึกอบรมนักเรียนโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งคอมพิวเตอร์หลายที่ ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ในการก่อตั้งชมรมคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน
และได้เข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
โปรแกรมแรกที่ผมได้ทดลองใช้บนโลกอินเทอร์เน็ตก็คือโปรแกรม Talk ซึ่งมันก็คือ Instant Messenger ในยุคแรกนั่นเอง การใช้งานโปรแกรม Talk ที่ว่านี้ จะต้อง login เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ที่มีระบบปฏิบัติการแบบ UNIX ก่อน จากนั้นก็เรียกคำสั่งแบบนี้ครับ
> finger @au1.au.ac.th
เพื่อทำการหาเป้าหมายที่เราจะคุยด้วย ซึ่งเป้าหมายของผมจะเล็งไปที่นักศึกษาเอแบค คำสั่ง finger จะแสดงรายชื่อผู้ที่ออนไลน์อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ที่ระบุ โดยที่ผมจะเลือกชื่อผู้หญิงเป็นหลัก (หน้าหม้อตั้งแต่ ม.5 เลยนะเอ็ง) จากนั้นจึงเรียกคำสั่ง
> talk u38xxxxxx@au1.au.ac.th
แค่นี้ก็เป็นการติดต่อไปยังเป้าหมายแล้ว หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายจะตอบรับเราหรือไม่ ถ้าตอบรับ หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็น text mode ก็จะถูกแบ่งเป็นสองส่วน ซึ่งจะแสดงข้อความของเราและคู่สนทนา

หน้าจอของโปรแกรม Talk
แต่ผมไม่ได้หมกมุ่นฝักใฝ่แต่การแชทอย่างเดียว ผมเริ่มศึกษาการเขียนภาษา HTML จาก textbook ของต่างประเทศที่โรงเรียนซื้อมา ผมนั่งงมอยู่สักพักก็ได้โฮมเพจแรกของตัวเองซึ่งฝากไว้กับเว็บเซิร์ฟเวอร์ของโรงเรียน ซึ่งในตอนนั้นเว็บบราวเซอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากก็คือ Netscape 2.0

รูปภาพที่จะพบทุกครั้งเมื่อเรียกโปรแกรม Netscape 2.0
แล้วผมก็เริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมบนเว็บแบบ CGI-BIN โดยใช้ภาษา Perl ซึ่งผมเริ่มต้นโดยการดาวน์โหลด source code จากเว็บไซต์ Matt’s Script Archive และได้เพื่อนชื่อสุกรีช่วยอธิบายในจุดที่ผมติดขัดให้ ทำให้ผมสามารถปรับแต่งโปรแกรม Guestbook ที่นำมาติดไว้ในโฮมเพจได้
การที่ได้เข้าค่ายโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ ทำให้ผมได้โควต้าเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีแรกของการเป็นนักศึกษาเป็นปีที่ผมเหลวไหลกับการเรียนมาก ผมหมกตัวอยู่กับห้องคอมพิวเตอร์ตลอด ซึ่งนั่นทำให้ผมต้องใช้เวลาเรียนถึง 5 ปีถึงจะจบ ด้วย GPA ที่ต่ำมาก

จบได้ซะที
แต่การเรียนที่ย่ำแย่ก็แลกมาด้วยการงานที่รุ่งเรือง ในช่วงที่เพิ่งขึ้นปีสอง ผมสร้างโฮมเพจใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีบริการหลักๆ อยู่สองอย่าง คือบริการส่งเพจแบบไม่จำกัดทั้งเลขหมายและความยาวของข้อความ และบริการ E-card ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ ซึ่งน่าจะเป็นเว็บไทยเว็บแรกๆ ที่มีบริการนี้ให้ใช้ และยังถูกลิงค์จากเว็บไซต์ต่างประเทศอีกหลายเว็บ
จากบริการทั้งสอง ทำให้ผมได้งานพัฒนาระบบส่งเพจถึงพนักงานในธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง และได้งานพัฒนาโปรแกรม E-card ให้กับเว็บไซต์หนังไทยเว็บแรก
ปลายปี พ.ศ. 2539 ผมได้รับ e-mail ฉบับหนึ่ง จากคนที่ชื่อ วันฉัตร ผดุงรัตน์ เพื่อแนะนำเว็บไซต์ที่ชื่อ Pantip.com ผมเลยเข้าไปเยี่ยมชม และได้พบกับเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเป็นภาษาไทย ข้อมูลที่มีอยู่ก็น่าสนใจมาก อย่างเช่น ข่าวไอทีที่แปลมาจากเว็บต่างประเทศ บทความน่ารู้ในแวดวงคอมพิวเตอร์ ขำขันรายวัน และที่น่าสนใจที่สุดก็คือกระดานข่าวแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านไอที ซึ่งในขณะนั้นยังมีจำนวนกระทู้ไม่ถึง 100 กระทู้
ในยุคนั้น ผมนิยมเข้าไปอ่านใน Newsgroup อยู่เป็นประจำ แต่ด้วยความที่มันเป็นภาษาอังกฤษ ประกอบกับเป็นข้อความตัวอักษรล้วนๆ ทำให้ดูไม่ค่อยน่าสนใจนัก พอได้มาเห็นกระดานข่าวของพันทิปเข้าก็เลยติดใจ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่มีเวลาได้เล่นเพราะอยู่ในช่วงใกล้สอบ ได้แต่จำไว้ว่าหลังสอบเสร็จจะลองกลับเข้ามาดูอีกครั้ง
หลังการสอบที่โหดร้ายผ่านไป ผมก็ลืมเว็บพันทิปไปเลย แต่บังเอิญมาเจอเข้าอีกทีในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 ด้วยความที่จะหาข้อมูลร้านคอมพิวเตอร์ในห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ก็เลยลองเข้าเว็บ Pantip.com ดู ก็เลยระลึกได้ว่าเคยเข้าเว็บนี้มาแล้ว พอกลับเข้ามาครั้งที่สอง กระทู้ที่เคยอยู่หลักสิบ ก็วิ่งไปหลักหลายร้อยแล้ว มีคนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร หลังจากนั้นผมก็ bookmark เว็บนี้ไว้ และกลายเป็นเว็บที่ต้องเข้าทุกวันมาเป็นเวลาหลายปี
เว็บพันทิปในตอนนี้มีเพียงคุณวันฉัตรคนเดียวที่ดูแลเว็บ ทั้งพัฒนาเว็บ แปลข่าวและบทความต่างๆ และยังต้องวิ่งขายโฆษณาอีกด้วย สังคมในพันทิปในยุคนั้นดีมากๆ เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทุกคนรู้จักกันหมด ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาก่อกวนจนเว็บต้องปิดไปหลายวัน ด้วยความที่รักเว็บนี้มากๆ ผมก็เลยเขียนโค้ดตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้สกัดกั้นคนที่เจตนาเข้ามาก่อกวน และส่งโค้ดนี้ไปให้คุณวันฉัตร
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2540 คุณวันฉัตรก็ได้ทาบทามผมเข้าไปเป็นทีมงาน โดยมีทีมงานอีกคนที่คุณวันฉัตรทาบทามเข้ามาก็คือ ฤทธิชาติ ศิริวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งก็เป็นคนเล่นพันทิปตั้งแต่ยุคเริ่มแรกเหมือนกัน ฟอร์มทีมกันขึ้นมาสามคน แบ่งหน้าที่กันว่าคุณวันฉัตรจะวิ่งขายโฆษณาหารายได้เข้าเว็บ คุณฤทธิชาติทำงานด้านออกแบบเว็บ ส่วนผมรับหน้าที่เขียนโปรแกรม

ถ่ายรูปคู่กับคุณวันฉัตร
งานที่ผมทำส่วนใหญ่จะเป็นพวก technical มากๆ ตั้งแต่ย้ายเว็บจากเมืองนอกกลับเมืองไทย ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ของพันทิปตั้งแต่เครื่องแรกจนปัจจุบันกลายเป็นตู้แร็คแล้ว พัฒนาโปรแกรมหลักๆ ของเว็บไซต์ ทั้งตัวเว็บบอร์ดของคาเฟ่และ Technical Exchange โปรแกรมของ Classifieds ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น PantipMarket.com โปรแกรมระบบสมาชิก ทำตั้งแต่เว็บบอร์ดยังใช้ฐานข้อมูลแบบ text file จนใช้กึ่ง text file กึ่ง DBMS แบบในปัจจุบัน

รูปภาพที่ใช้ในหน้าแรกเว็บพันทิปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 - 2544

หนึ่งในรูปภาพที่ใช้ในหน้าแรกเว็บพันทิปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 - 2545 เป็นรูปภาพที่สมาชิกส่งเข้ามาประกวดในกิจกรรม A Month of Friendship

รูปภาพที่ใช้ในหน้าแรกเว็บพันทิปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 - 2547 เป็นรูปที่ถ่ายที่น้ำตกแถวเขาใหญ่ตอนที่บริษัทจัดไปสัมมนาต่างจังหวัด ผู้หญิงคนซ้ายคือโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งในบริษัท ส่วนผู้ชายคนขวาคือผมเอง รูปนี้โดน spy shot ตอนกำลังนั่งพักเหนื่อยแล้วคุยกัน แต่ดูจากอารมณ์รูปแล้วน่าเอามาติดที่หน้าแรกเว็บพันทิปดี
อยู่กับพันทิปมาได้ 7 ปี ก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว อยากมีโอกาสทำอะไรอย่างอื่นดูบ้าง ก็เลยลาออกมาหาอะไรทำสนุกๆ อย่างหนึ่งที่ได้ทำก็คือการขายของบน eBay ซึ่งผมสมัครสมาชิกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 แต่ไม่เคยมีเวลามานั่งทำอย่างจริงจังเลย คราวนี้ก็เลยได้ลองขายสมใจ ช่วงแรกก็หาสินค้า OTOP มาลองขาย และได้พบความจริงว่ามันไม่ง่าย ที่รัฐบาลในยุคนั้นโปรโมทว่ายอดส่งออกสินค้า OTOP สูงเท่านั้นเท่านี้ ถ้าลงไปดูรายละเอียดจริงๆ จะรู้ว่ายอดพวกนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสินค้าฝีมือชาวบ้านรากหญ้า แต่มาจากผู้ที่ทำธุรกิจส่งออกอยู่ก่อนแล้ว พอผมขายสินค้า OTOP บน eBay ไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนมาขายเสื้อยืดดู ปรากฎว่าขายได้กำไรดีมาก ต้นทุน 95 บาท บางครั้งขายได้ถึง 800 บาทเลย
จนวันหนึ่งได้คุยกับคุณชีพธรรม คำวิเศษณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ThaiVenture ซึ่งผมเคยรู้จักสมัยที่ผมยังอยู่พันทิป และคุณชีพธรรมยังเป็นผู้สื่อข่าวสายไอทีของ อสมท. โดยที่หลังจากคุณชีพธรรมออกจาก อสมท. ก็มาเปิดบริษัทรับจัดสัมมนาด้านไอที ผมคุยกับคุณชีพธรรมว่าผมลาออกจากพันทิปแล้ว และกำลังขายของบน eBay อยู่ คุณชีพธรรมก็สนใจและชวนผมไปเป็นวิทยากรหลักสูตร eBay ซึ่งผมก็รับปากและทำมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะบรรยายในหลักสูตร eBay Strategies
ผมทำ eBay อยู่ประมาณหนึ่งปีก็หยุดทำไปด้วยเหตุผลหลายอย่าง เหตุผลหนึ่งก็คือผมตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโทและต้องการโฟกัสกับการเรียนให้เต็มที่ ก่อนหน้านี้ผมปฏิเสธการเรียนต่อมาตลอด เนื่องจากยังไม่มีแรงบันดาลใจ ยังหาเป้าหมายในการเรียนต่อไม่เจอ ทำให้ไม่รู้ว่าจะไปเรียนสาขาไหนดี แต่จากการที่ได้มีส่วนร่วมในเว็บไซต์ที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซซึ่งร่วมหุ้นกันในกลุ่มผู้ที่ดูแลเว็บพันทิป ซึ่งในเวลาต่อมาธุรกิจนี้ก็เจ๊งไป ช่วงที่ลาออกจากพันทิปมาแล้วก็ทำโปรแกรมดูดวงลงแผ่นซีดีขาย แล้วก็เจ๊งอีกเหมือนกัน (แต่แม่นนะ ขอบอก) ทำให้ผมค้นพบว่าการที่สมองผมยังมีแนวคิดแบบวิศวกรที่ต้องการ Product ที่ยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว มันไม่เพียงพอต่อโลกธุรกิจในปัจจุบัน ผมต้องการความรู้ด้าน Marketing เพิ่มเติม รวมถึงความรู้จำเป็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้วย ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อในสาขาการจัดการและกลยุทธ์ วิทยาลัยการจัดการมหิดล

ถ่ายกับเพื่อนสาวแสนสวยที่มหิดล
ในช่วงที่เรียนปริญญาโท ผมตั้งใจว่าจะเปลี่ยนสายงานจากด้านไอทีไปทางด้านการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ แต่ในตอนที่เรียนปีสอง มีโอกาสได้กลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกครั้ง โดยเข้าไปเป็น Project Leader ในบริษัทรับพัฒนาเว็บไซต์ที่เจ้าของเป็นคนอเมริกัน งานที่รับผิดชอบก็คล้ายคลึงกับสมัยที่อยู่พันทิป แต่ต่างตรงที่บริษัทนี้เป็นบริษัทในยุค 2.0 ลูกค้าก็เป็นพวก 2.0 ทำให้ได้รู้จักกับ Web 2.0 ได้รู้จัก Ajax จากการที่อยู่พันทิปแล้วไม่ค่อยมีโอกาสได้เปิดโลกให้ตัวเอง พอออกมาแล้วก็ยังห่างหายจากเทคโนโลยีไปเป็นแค่ผู้ใช้ธรรมดาๆ ได้มาเจอกับ Web 2.0 เข้า ก็เริ่มรู้สึกว่ามันเจ๋งดีแฮะ จากที่เคยตกเทรนด์ก็เริ่มพยายามทำตัวตามเทรนด์มากขึ้น เคยได้ยินคำว่า RSS มานานหลายปีแต่ไม่เคยใช้ ก็เริ่มหัดที่จะใช้ เคยสงสัยว่าบล็อกคืออะไร มันมีอะไรพิสดารถึงได้โด่งดัง ก็เริ่มหัดเขียน (จริงๆ ผมเขียนเว็บไดอารี่ซึ่งก็ถือว่าเป็นบล็อกประเภทหนึ่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เรียกได้ว่าเป็นไดอาริสต์รุ่นแรกๆ ของประเทศไทย แต่เพิ่งจะมาเขียนบล็อกแบบมีเนื้อหาสาระในปี พ.ศ. 2550 นี้เอง)
ผมอยู่บริษัทนี้ได้ไม่นานเพราะการงานกับการเรียนที่หนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมกัน ก็เลยลาออกมาเรียนอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน ใช้เวลาเรียนทั้งหมดสองปีเต็ม กอบโกยความรู้ด้านธุรกิจมาอย่างเต็มที่ จบออกมาด้วย GPA สวยหรูที่พอจะเอาไปคุยได้ เรียนจบแล้วอยากทำงานด้านบริหาร แต่ก็เหมือนใจมันยังตัดไม่ขาด ด้วยต้นทุนทางไอทีที่มีมาเยอะ บวกกับความสนุกกับแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ทุกวันนี้ยังวนเวียนอยู่ในโลกไอที เป็นโลกไอทีที่มีแนวคิดทางธุรกิจผสมผสานอยู่ด้วย
ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานด้านบริหารที่ไหนครับ ยังเป็นมนุษย์อิสระที่มีรายได้จากพอร์ตการลงทุนหลายรูปแบบที่เคยหว่านเอาไว้ และรับงานบรรยายในด้านอีคอมเมิร์ซ รวมถึงเขียนหนังสือในแวดวงไอทีไปด้วย อยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ลองเข้าไปอ่านในหัวข้อเผยแพร่ความรู้
ส่วนที่มาของบล็อกนี้เกิดจากการที่ผมมองว่าบล็อกที่มีเนื้อหาด้านไอทีเป็นภาษาไทยยังมีอยู่ไม่กี่รูปแบบ ไม่เป็นบล็อกแปลข่าวต่างประเทศ ก็เป็นบล็อกสอนใช้โปรแกรม ซึ่งผมมองว่าบล็อกแปลข่าวต่างประเทศเปรียบเหมือนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด สั่งอาหารได้เร็ว กินเสร็จได้เร็ว ส่วนบล็อกสอนใช้โปรแกรมก็เปรียบเหมือนคู่มือทำอาหารที่บอกขั้นตอนการปรุงอาหารให้
แต่บางคนก็อยากจะทานอาหารในภัตตาคารที่ต้องการความละเมียดละไมหน่อย ต้องการทานช้าๆ ลิ้มรสอาหารที่พ่อครัวปรุงมาให้อย่างดี รสชาติมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หาที่ไหนไม่ได้ ก็เลยเกิดบล็อกนี้ขึ้นมา ซึ่งผมพยายามจะนำประเด็นต่างๆ ในแวดวงไอทีมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อให้ผู้อ่านได้ขบคิดมากขึ้น มันจะไม่ใช่แค่ “Google ซื้อบริษัท xxx ด้วยจำนวนเงิน yyy” คุณอ่านแล้วก็ “โอ้! น่าสนใจนะ” แต่บล็อกนี้จะพยายามบอกว่า “ที่ Google ทำแบบนี้เพราะ ข้อหนึ่ง ข้อสอง ข้อสาม และผลที่จะตามมาน่าจะเป็นแบบนี้นะ” ผู้อ่านก็จะได้คิดตามไปด้วยแล้วพูดว่า “เออ… มันก็เป็นไปได้นะ” หรือ “เฮ้ย! มันยังมีประเด็นอื่นอีกนะ” หรือถ้าจะให้ดีเลยก็คือ “โห! Google (หรือคนเขียนบล็อกนี้?) มันคิดได้ลึกขนาดนี้เลยเหรอ”
ผมก็หวังว่าทุกท่านจะมีความสุขอย่างมีสาระกับการอ่านบล็อกนี้นะครับ
อภิศิลป์ ตรุงกานนท์
apisilp_t at hotmail dot com