หลายคนที่ทำอาชีพรับจ้างพัฒนาเว็บไซต์จะรู้สึกลำบากใจเวลาที่ลูกค้าถามว่า “project นี้ราคาเท่าไหร่?” และจะยิ่งลำบากใจมากขึ้นถ้าคุณบอกตัวเลขไปว่า “หนึ่งแสนบาท” แล้วลูกค้าทำหน้าเรียบเฉย เดาไม่ออกว่าลูกค้ารู้สึกว่าถูกไปหรือแพงไป
ถึงแม้ว่าตัวเลขราคาจะสำคัญต่อการตัดสินใจของลูกค้า แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือที่มาของตัวเลขนั้นๆ ลูกค้าบางคนที่ได้ยินราคาหนึ่งแสนบาทแล้วรู้สึกว่าแพง เพราะเขามักจะคิดว่า scope งานไม่น่าใหญ่ถึงขนาดที่ต้องจ่ายเพงแบบนี้ แต่ลูกค้าบางคนได้ยินหนึ่งแสนบาทแล้วอาจจะรู้สึกว่าถูกจนไม่น่าไว้วางใจว่าจะทำงานออกมาได้ตามที่คาดหวังไว้หรือเปล่า
สิ่งที่ผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์จะต้องทำก็คือการแจกแจงให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดว่าราคาที่คุณตั้งขึ้นมานั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร วิธีการที่นิยมใช้กันก็คือการแจกแจงรายละเอียดออกมาเป็นจำนวนชั่วโมงที่ใช้ในการทำงาน
วิธีการแจกแจงชั่วโมงการทำงานที่ดีควรจะแบ่งออกมาตามประเภทของงานว่าต้องใช้เวลาออกแบบเว็บกี่ชั่วโมง ใช้เวลาเขียนโปรแกรมกี่ชั่วโมง เป็นต้น ไม่ใช่สรุปออกมาเป็นตัวเลขเดียวว่า project นี้ใช้เวลาทั้งหมด 100 ชั่วโมง ซึ่งมันแทบไม่ต่างอะไรกับการบอกตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว
ผมมีตัวอย่างตัวเลขจากบริษัทรับพัฒนาเว็บแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทอเมริกาที่มีออฟฟิศอยู่ในไทย (outsource งานมาที่ประเทศไทย) แต่รับงานจากลูกค้าในอเมริกา
| Role | Hours | Rates | Subtotal |
|---|---|---|---|
|
Business Strategy |
15 |
$171 |
$2,565 |
|
Project Management |
44 |
$69 |
$3,036 |
|
Information Architecture |
30 |
$42 |
$1,260 |
|
Interface Design |
42 |
$48 |
$2,016 |
|
Software Architecture |
36 |
$72 |
$2,592 |
|
Engineering |
524 |
$39 |
$20,436 |
|
Testing |
128 |
$30 |
$3,840 |
|
System Administration |
12 |
$36 |
$432 |
|
TOTAL |
831 |
$44 |
$36,177 |
จะเห็นได้ว่ามีการแตกรายละเอียดของงานออกมา ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับความสามารถของเว็บไซต์ที่จะต้องพัฒนาขึ้น (Business Strategy) การบริหารจัดการโครงการซึ่งเป็นงานคุมคน คุมทรัพยากร และคุมเวลา (Project Management) การออกแบบร่างเว็บไซต์ลงบนกระดาษเพื่อให้ทุกคนในโครงการ (รวมถึงลูกค้า) เห็นภาพเหมือนกัน (Information Architecture) การออกแบบหน้าตาของเว็บไซต์ (Interface Design) การออกแบบซอฟท์แวร์โดยใช้ภาษา UML เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เข้าใจตรงกัน (Software Architecture) การเขียนโปรแกรม (Engineering) การทดสอบการใช้งานเว็บไซต์ (Testing) และงานด้านการบริหารระบบ เช่น ติดตั้งซอฟท์แวร์ที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ (System Administration)
พอลูกค้าได้เห็นตัวเลขแบบนี้ก็ช่วยให้เข้าใจงานพัฒนาเว็บไซต์มากขึ้นครับ ซึ่งถ้าคุยกับลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนได้ requirement ออกมาแล้ว ก็สามารถนำ requirement มาแตกย่อยเป็น module ต่างๆ และใส่รายละเอียดลงไปว่าแต่ละ module ต้องทำงานอะไรบ้าง อย่างละกี่ชั่วโมง
แต่ตัวเลขชั่วโมงนี้ก็เป็นเพียงการประมาณการโดยอาศัยประสบการณ์ของบริษัท แน่นอนว่ามันจะต้องคลาดเคลื่อนเมื่อลงมือทำจริง อาจจะมากไปบ้าง น้อยไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่ประมาณไว้มักจะน้อยกว่าเวลาทำจริง ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าเห็นแล้วรู้สึกว่าใช้เงินและเวลาไม่มากนัก
ทีนี้ในโครงการใหญ่ๆ ลูกค้ามักจะแปรปรวน ชอบเปลี่ยนหรือเพิ่ม requirement อยู่เรื่อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานและชั่วโมงทำงานอย่างแน่นอน ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องตกลงกับลูกค้าตั้งแต่แรก โดยให้ลูกค้าจ่ายตามชั่วโมงที่ทำงานจริง ไม่ใช่ชั่วโมงที่ได้จากการประเมิน ด้วยอัตราค่าชั่วโมงตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งผู้พัฒนาเว็บก็ต้องทำตารางเวลา (timesheet) ที่ใช้ในการทำงานแต่ละอย่างเพื่อส่งให้ลูกค้าดูด้วย รวมถึงการส่งงานให้ลูกค้าดูอยู่เรื่อยๆ เพื่อที่ลูกค้าจะได้เห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นว่าสอดคล้องกับเวลาทำงานที่ใช้ไปหรือเปล่า และถ้าให้ดี ลูกค้าก็ควรจะจ่ายเงินให้ทุกสิ้นเดือน ซึ่งก็เสมือนว่าผู้พัฒนาเว็บเป็นลูกจ้างชั่วคราวของลูกค้านั่นเอง
บทความที่เกี่ยวข้องกัน- เอา Toyota Production System (TPS) มาใช้กับการพัฒนาเว็บขนาดใหญ่
- 20 Rules of Smart and Successful Web Development - กฎ 20 ข้อในการพัฒนาเว็บให้เป็นเลิศและประสบความสำเร็จ
- Process of Successful Website Development 1 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 1
- Process of Successful Website Development 2 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 2
- Process of Successful Website Development 3 กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 3











November 5th, 2007 at 3:20 น.
อืม มิน่าคราวที่แล้วเสนอไปเป็นแสน
ลูกค้าหน้านิ่งแล้วไม่ติดต่อมาอีกเลย อิอิ
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเนื้องานมันมีอะไรเยอะนะไม่ได้ง่ายเลย
ลืมแจกแจงรายละเอียดไปจริงๆ ด้วย
ขอบคุณนะครับ
November 5th, 2007 at 10:02 น.
วิธีของผมคือ เก็บสองงวด
งวดแรกเซ็นรับ quotaion ปุ๊บเบิกมาก่อนเลย 50 %
อีกงวดหลังเสร็จงานครับ
แต่ช่วงนี้ราคาตามเศรษฐกิจครับ win win บางครั้งเราไม่ค่อยจะ win ก็รับทำไปก่อน
แต่ที่เซ็งที่สุดคือ ทำจนจะเสร็จแล้ว เปลี่ยน requirement ซะงั้น เปลี่ยนนิดหน่อยพอได้ แต่พ่อเล่นเปลี่ยนซะสะเทือนโครงสร้าง แทบรื้อมาทำใหม่นี่ดิครับ T______T
เพิ่มโน่นนี่ บางทีใจดีแถมให้ไม่คิดตัง เพิ่มใหญ่เลย พอคิดตังเพิ่มก็บ่น T______T
งานละเอียดอ่อน ใช้เวลานาน กว่าจะได้แต่ละบาท แต่ละงาน รอรับเช็ค รอเช็คเข้า รอเบิก บางงานเกือบปีกว่าจะได้ตัง
คนอื่นมักจะมองว่างานนี้ได้เงินเยอะ แต่มันก็เหนื่อยสาหัส ไม่ได้สบายเลยจริง ๆ ครับ
November 5th, 2007 at 10:31 น.
มาอ่านนี่แล้วชวนให้คิด เมื่อวานเพิ่งมีคนถามจะให้ทำเว็บใช้ ยังชั่งใจอยู่ว่าจะรับหรือเปล่า แต่ละงานเสียเวลาค่อนข้างมาก ส่วนคนที่จะจ้างก็คิดว่า “แค่ทำเว็บ”
November 5th, 2007 at 10:53 น.
เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ๆ เลยครับ … มีแต่ประสบการณ์เท่านั้นที่ช่วยได้ หุหุ
November 5th, 2007 at 11:11 น.
โอ้…ไอ้เราก็คิดเป็น Module ซะตั้งนาน สเต็ปผมจะเก็บล่วงหน้า 30% ที่เหลือแบ่งเป็น 2 งวด (ที่ทำอย่างนี้เพราะเจอลูกค้าจอมเร่ง เร่งโน่นเร่งนี่ พองานเสร็จ พี่แกก็ไม่เร่งจ่ายตังค์ให้เรา รอเป็นเืดือนๆ ก็มี เฮ้อ) แต่ดูแบบนี้ ก็ดูเป็นทางการและ ดูเป็นมืออาชีพดีครับ ต้องลองเอาไปใช้บ้างซะแล้ว ขอบคุณสำหรับ ไอเดียนะครับ(ให้แล้ว 1 Vote)
November 5th, 2007 at 12:11 น.
ใช่ครับ การคิดราคานี่เป็นสิ่งที่ลำบากมากๆ ได้ไอเดียดีๆ อย่างนี้ จะลองเอาไปใช้ดูบ้างครับ ขอบคุณครับ
November 5th, 2007 at 13:01 น.
ส่วนใหญ่ งานผมจะเป็นงานจากคนรู้จักกันมากกว่า คุยง่าย แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่ง่ายนัก ด้วยความคุ้นเคยเลยเก็บตังค์กันแค่งวดเดียว ทำกันเงก กว่าจะได้ตังค์ ไม่คิดมาก ขอให้ได้เถอะ
เสร็จงานนี้ จะหยุดละ เหอๆ ไปทำตามฝันดีกว่า
November 5th, 2007 at 13:26 น.
บทความมีประโยชน์ดีครับ ไม่ได้ทำทางด้านนี้หรอก แต่ก็อ่านไว้ประดับความรู้
November 8th, 2007 at 13:03 น.
อืม…..มีเหตุผล
บางทีเราไม่รู้ว่างาน scope เท่านี้ ต้องคิดค่าแรงหรือค่าทำเท่าไหร่
บางทีก็แค่กะๆ เอา กะว่าเป็นแรงงาน ทำกี่วันเสร็จ ทำกี่คน ทำกี่ส่วน
November 8th, 2007 at 20:45 น.
เยี่ยมเลยครับ ขอบคุณมากเลย
ผมจะลองเอาไปปรับใช้ในการคิดราคาและปรับให้ตัวเองทำตามระบบแบบนี้ งานน่าจะมีระเบียบมากขึ้น
November 9th, 2007 at 11:09 น.
ขอบคุณบทความนี้มากมาย ช่วยได้เยอะคะ ในความเป็นจริงลูกค้าที่เจอมาเรื่องมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มักๆ เค้าไม่เข้าใจจริงๆน่ะค่ะ ว่า แค่”ทำเว็บ” ของเค้ามันใช้เวลาในการทำงานทุ่มไอเดียลงไปขนาดไหน เฮ้อ รึแบบนี้จะมีแต่ที่ประเทศไทยค่ะ เคยมีลูกค้าชาวฟิลิปปินมาครั้งหนึ่ง ไม่เห็นจะเรื่องมากเหมือนคนไทยเลย
November 10th, 2007 at 19:31 น.
เป็นทางออกที่ดีครับ เหมือนกับว่าเราเป็นมืออาชีพ
แต่
ลูกค้าไทย ส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วยกับระบบชั่วโมงการทำงาน
(ผมมักจะเรียกว่าระบบ กดมิเตอร์)
แบบนี้เคยเกิดกับการทำงานโฆษณามาบ้างครับ
พี่ไทยเราส่วนใหญ่รับไม่ได้ ทั้งๆที่โลกเรามันใช้กันเยอะแยะ
ทั้งทนาย ทั้งจิตแพทย์ ฯลฯ
หรือว่าจริงๆแล้ว เขาไม่ได้ต้องการมืออาชีพขนาดนั้น
“แค่ทำเวป” นี่เน๊อะ อิอิ
November 14th, 2007 at 9:49 น.
อืม.. แล้วจะนับชั่วโมงยังไงให้ลูกค้ามั่นใจว่าไม่ได้โดนโกงล่ะ ติดมิเตอร์เรอะ? -.-
November 14th, 2007 at 12:13 น.
ตอนที่เสนอราคาน่ะครับ เราต้องประเมินจำนวนชั่วโมงให้ลูกค้าดูก่อน ซึ่งลูกค้าก็จะเทียบกับผู้เสนอราคารายอื่นๆ ด้วย ว่าจำนวนชั่วโมงของเรามันเยอะเกินไปหรือเปล่าเมื่อเทียบกับ requirement
ส่วนเวลาที่จะคิดจำนวนชั่วโมงทำงานตามจริง ถ้าระหว่างทางไม่มีการปรับ requirement เลย ชั่วโมงทำงานมันไม่ควรต่างจากที่ประเมินตอนแรกมากนัก แต่ถ้ามีการปรับ requirement แล้วจะคิดตามจำนวนชั่วโมงทำงานจริง ผู้พัฒนาก็ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงเหตุผลที่จำนวนชั่วโมงมันเพิ่มขึ้นมา และก็ต้องส่งงานให้ลูกค้าดูอย่างต่อเนื่องว่าเราเพิ่มชั่วโมง แต่งานก็มีการปรับเพิ่มขึ้นตามด้วย ไม่ใช่คิดชั่วโมงเพิ่มแต่ไม่ได้เนื้องาน
ลองคิดในมุมที่ลูกค้าจะจ้างนักพัฒนาเว็บมาทำงานกินเงินเดือน full time สิครับ ลูกค้าจะรู้ได้ยังไงว่าจ้างมาแล้วทำงานจริง ไม่ใช่มานั่งกินเงินเดือนฟรีๆ แน่นอนว่าผู้จ้างก็ต้องขอดูความคืบหน้าของงานอยู่เรื่อยๆ ครับ
November 14th, 2007 at 12:18 น.
หลักการคิดแบบ hourly wage ไม่ได้ต่างอะไรกับการว่าจ้างทำงาน full time หรอกครับ สมมุติว่าคุณจ้างโปรแกรมเมอร์มาทำงาน ให้เงินเดือน 20,000 บาท หนึ่งเดือนมีชั่วโมงทำงาน 176 ชั่วโมง (22 วัน วันละ 8 ชั่วโมง) แปลว่า hourly wage = 114 บาท
ทีนี้ลูกค้าไม่ได้มี core business เป็นการพัฒนาเว็บ เขาใช้วิธี outsource ดีกว่าจ้างพนักงานเองครับ ยอมจ่ายแพงขึ้นหน่อย แต่เขาไม่ต้องมีภาระเรื่องการดูแลพนักงานในระยะยาว ไม่ต้องเทรนคน ไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
November 16th, 2007 at 14:06 น.
ขอบคุณครับ ^_^
November 17th, 2007 at 23:22 น.
คิดไม่เป็นเหมือนกัน โดยมากจะรับมาจากคนรู้จัก เราเลยไม่กล้าคิดแพงนัก
ส่วนมากจะเอาเวลาไปทำ อีคอม มากกว่า
November 23rd, 2007 at 22:54 น.
ปัจจุบัน ใครจะทำเว็บจริง ๆ ต้องมีการโปรโมท ด้วย ไม่งั้น มีเว็บขึ้นมาแล้ว ไม่มีคนเข้า เว็บนั้นก็ไม่มีประโยชน์เลย การคิดราคาจิง ๆ ถ้าเป็น Freelance ก็คิดยากครับ ประเมินราคายากมาก ปัจจุบน คนทำเว็บก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีคุณภาพมั่ง ไม่มีคุณภาพมั่ง เว็บที่ไม่มีคุณภาพราคาถูก ก็ทำให้ เหล่าคนทำเว็บ ถูกกดราคาลงไปด้วย… การประเมินราคาไม่ใช่เรื่องง่ายจิง ๆ
November 30th, 2007 at 15:07 น.
จ้างโปรแกรมเมอร์ ซึ่งรู้จักกัน เป็นพนักงานประจำเว็บไซต์ชื่อดังแห่งนึง ก็ไว้ใจเพราะรู้จักกัน เลยว่าจ้างให้ช่วยทำโปรแกรมเว็บชิ้นนึง ใช้เวลาทำครึ่งแรก 2 เดือน ก็จ่ายเงินครึ่งแรกไปก่อน แล้วก็เงียบหายไป พอถามก็บอกแต่ว่างานประจำเยอะ (แต่ตอนจะเอาเงินนี่ว่างมาขอก่อนนะ) ตอนนี้ผ่านมา 3 เดือน ยังไม่ได้งานให้เห็นเลยนี่ยังไม่รู้จะไปเสร็จเมื่อไร
December 13th, 2007 at 2:24 น.
ขอบคุณมากครับ บทความเป็นประโยชน์มากครับ
บางทีต้องดูความคาดหวังของลูกค้าที่ไม่มีความรู้ด้านเว็บด้วย
ที่บริษัทเคยเสนอเว็บไปอย่างละเอียดในเรื่องเว็บ marketing
ทำให้ราคาเว็บโดยรวมพุ่งไปที่ 15 ล้าน ผลคือเงียบสนิทครับ
December 23rd, 2007 at 16:50 น.
เข้ามาให้กำลังใจครับ ผมก็ไม่ใช่ programmer ด้วยสิ รอคนต่อไปมาบอกนะครับ
December 25th, 2007 at 23:21 น.
เราก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคิดเงินไง
January 11th, 2008 at 18:06 น.
ลำบากใจเหมือนกัน ลูกค้าส่วนมากอยากได้ของดีราคาถูกทั้งนั้นแหละ ส่วนคนรับงานก็มีเยอะมากตัดราคากันแหลก ผมเสนอว่า ค่าทำอย่าคิดให้แพงมาก ราคากลางๆ จะดีกว่านะ และเดี๋ยวนี้การทำเว็บมีเครื่องมือช่วยเยอะแยะไม่เหมือนก่อน เราจะไปคิดแพงเหมือนฝรั่งไม่ได้หรอก ถึ่งแม้ว่าจะทำทุกอย่างเหมือนกัน (ความสามารถเหมือนกันแต่ค่าแรงต่างกัน)
January 25th, 2008 at 9:53 น.
ขอบคุณมากค่ะที่มาเล่าให้เราได้ฟังกัน
January 29th, 2008 at 22:10 น.
คิดแพงไปก้อไม่มีใครจ้างทำ คิดถูกไปก้อหาว่าคุณภาพแย่
คิดแบบกลาง ๆ ดีกว่าค๊า
January 30th, 2008 at 17:52 น.
เป็นพนักงานประจำเว็บไซต์ชื่อดังแห่งนึง ก็ไว้ใจเพราะรู้จักกัน เลยว่าจ้างให้ช่วยทำโปรแกรมเว็บชิ้นนึง ใช้เวลาทำครึ่งแรก 2 เดือน ก็จ่ายเงินครึ่งแรกไปก่อน
February 9th, 2008 at 15:48 น.
I think it is up to the budget of youe customer.
February 12th, 2008 at 9:25 น.
เข้ามาอ่าน จริง ๆ ก็อยากทราบเหมือนกันว่าเขาคิดกันยังไง จะได้บอกลูกค้าได้
February 15th, 2008 at 10:21 น.
Just very easy. You should call to the web design company to ask them how much it does cost.
February 17th, 2008 at 11:26 น.
Thank you for every comments but i just want to know more how much i could get from my customer.
February 22nd, 2008 at 23:31 น.
เราคิดว่าลองหาตามเว็บรับเขียนเว็บอะ เขาคลบอกรายละเอียดว่าคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร ก็ไปลอกตามนั้นเลย
February 25th, 2008 at 18:39 น.
เราว่าพวกบริษัทรับเขียนเว็บคิดแพงอะ ถ้าคุณคิดราคาถูกกว่าลูกค้าคุณจะมากเลยทีเดียว
February 25th, 2008 at 21:23 น.
ยังไงก็อย่าคิดแพงมากนะครับ จะได้ลูกค้าประจำเยอะ ๆ
March 10th, 2008 at 0:45 น.
ต้องทำงานเป็น webmaster กับบริษัทตัวแทนอุปกรณ์ IT ต่างประเทศ
ขั้นตอนทั้งหมดของ e-business มีอย่างไร ต้องการรายละเอียดตั้งแต่ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและ time sheets ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ใครทราบช่วยบอกทีค่ะ
March 15th, 2008 at 9:53 น.
ลองแกล้งโทรไปถามบริษัทที่รับเขียนเว็บดีกว่าค่ะ
March 22nd, 2008 at 18:01 น.
I think so. You should call the web design company .
March 24th, 2008 at 22:44 น.
อยากเขียนเวปเก่ง ๆ เหมือนคนอื่นบ้างจัง
April 2nd, 2008 at 13:35 น.
I think if you have a friend who is Programmer, let’s ask him/her. Thank.
April 6th, 2008 at 18:43 น.
Be honest. Just ask the web programing company and you will get the answer.
April 7th, 2008 at 15:55 น.
ลองแกล้งโทรไปสอบถามที่บริษัทเขียนเว็บดูสิครับ ได้คำตอบแน่นอน
April 9th, 2008 at 15:51 น.
งานผมจะเป็นงานจากคนรู้จักกันมากกว่า คุยง่าย แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่ง่ายนัก ด้วยความคุ้นเคยเลยเก็บตังค์กันแค่งวดเดียว ทำกันเงก กว่าจะได้ตังค์ ไม่คิดมาก ขอให้ได้เถอะ
April 10th, 2008 at 11:40 น.
I have no idea to help you because i am not a programmer.
April 17th, 2008 at 13:31 น.
1 page 800 baht. My friend toll me.
May 20th, 2008 at 19:31 น.
I think your customer should do at least 5 pages. The price is about more than 2000 baht.
June 5th, 2008 at 15:43 น.
It is very easy to search on google.Good luck.
July 7th, 2008 at 11:14 น.
Thank you for sharing.
July 29th, 2008 at 22:06 น.
สวัสดีครับ
ผมทำเวปขายจิวเวลรี่ออนไลน์(เฉพาะต่างประเทศ) อยากหาผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง SEO ร่วมงานแบ่งรายได้จากการขายนะครับ ภาษาไม่ใช่อุปสรรค เราช่วยกันครับ สนใจ ติดต่อผมได้ที่ odds_olds@yahoo.com
ขอบคุณครับ
ธีระ
July 30th, 2008 at 8:53 น.
เรื่องราคาที่ qoute มาข้างต้น เป็นเพียง guideline ในอเมริกานะครับ เราต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอื่นๆด้วย เป็นต้นว่า สภาวะทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ คู่แข่ง
ผมเองมีเวปและรับคนมาช่วยทำ พยายามหาผู้ช่วยประเภท freelancer โดยไปโพสต์กระทู้ไว้ตามเวปประเภท social network พี่น้องทราบไหมครับ ว่า 99% ที่ตอบผมมาเป็นแขกอินเดียแทบจะทั้งนั้นเลย แล้วพี่น้องคงทราบว่าอินเดีย เป็นประเทศที่ส่งออกซอฟแวร์มากที่สุดในโลกนะครับ ซึ่งนั่นหมายความว่า คนของเขาส่วนใหญ่มีความสามารถมากในเรื่องไอที เรื่องราคาไม่มีปัญหาสำหรับเขาครับ ผมเคยไปอยู่ที่นั่น ค่าครองชีพ(ในสมัยนั้น 20 ปี) เขาอยู่กินกันได้ด้วยเงินเพียงวันละสามสิบบาทครับ เดี๋ยวนี้ไม่รู้แล้ว แต่ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นอีกประการหนึ่ง คือ ผมทำการค้ากับจีน(ในปัจจุบัน) ค่าแรงคนงานในเมืองจีน ต่อ เดือนนะครับ 800 บาทไทย ทำงานกันเก้าโมงเช้า ถึง สามทุ่ม ผมถามเจ้าของโรงงานว่าแบบนีเขาจ่ายโอทีหนักเลยสิ เขาตอบมาว่าไงทราบไหมครับ เขาถามผมกลับมาว่า โอที แปลว่าอะไร
ที่เล่ามาต้องการให้เห็นครับว่า เรายังมีคู่แข่งที่มีความสามารถ ไม่เพียงแต่เฉพาะไอที แต่เรื่องภาษาอังกฤาเขาก็ร้อยเปอร์เซนต์ หากพวกเรายังนึกว่าเราจะเอาเท่าไรถึงจะให้คุ้ม มัวคิดแค่นี้ก็ยากที่จะแข่งขันแล้วละครับ
ผมไม่อยาก discourage น้องๆที่ทำงานไอที แต่ต้องยอมรับว่าเรายังมีข้อจำกัดในหลายๆคนเรื่องภาษานะครับ ขอให้พัฒนาเรื่องนี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะศาสตร์ด้านนี้ ต่างชาติเป็นคนคิดค้นและพัฒนา หากเราจะเรียนรู้จากเขา มันเป็นภาษาของเขานะครับ
ผมยังคงต้องการให้ลูกหลานไทย สามารถทำงานไอทีได้ ยังคงต้อนรับพี่น้องที่มีความสามารถ เพื่อที่จะเข้ามาร่วมงานกับผม สนใจติดต่อมานะครับ ยังมีงานที่จะให้ช่วยอีกเยอะ
ขอบคุณเจ้าของบล็อก และผู้อ่านนะครับหากไม่รังเกียจ กรุณาเปิดเผยอีเมลของผมให้น้องๆได้มีโอกาส ตอดต่อผม หากเป็นข้อห้ามในเรื่องวัตถุประสงค์ของบล็อก ก็ไม่เป็นไรครับ
ขอบคุณครับ
odds_olds@yahoo.com
July 30th, 2008 at 11:24 น.
โดนโกงอยู่บ่อย ๆ แบบทำเสร็จแล้วลูกค้าไม่จ้างเงิน เหนื่อยฟรีแย่จิง ๆ
September 22nd, 2008 at 1:14 น.
มีประโยชน์มากเลยครับ ขอบคุณครับ
October 29th, 2008 at 15:46 น.
เคยคิดจะจ้างให้คนพัฒนาเว็บให้ดีขึ้น แต่พอบอกราคามา ถอยเลย หุหุ …
December 13th, 2008 at 11:23 น.
If you have a friend who is Programmer, let’s ask him/her. Thank you.
December 13th, 2008 at 11:24 น.
คิดจะจ้างให้คนเขียนเว็บให้ดีขึ้น แต่พอบอกราคามา ค่อนข้างแพงมากเลย
April 25th, 2009 at 9:12 น.
ทีนี้ลูกค้าไม่ได้มี core business เป็นการพัฒนาเว็บ เขาใช้วิธี outsource ดีกว่าจ้างพนักงานเองครับ ยอมจ่ายแพงขึ้นหน่อย แต่เขาไม่ต้องมีภาระเรื่องการดูแลพนักงานในระยะยาว ไม่ต้องเทรนคน ไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ขอบคุณครับ
April 25th, 2009 at 9:13 น.
Thank you for information.
June 2nd, 2009 at 17:39 น.
พวกบริษัทรับเขียนเว็บคิดแพงอะ ถ้าคุณคิดราคาถูกกว่าลูกค้าคุณจะมากเลยทีเดียว……
June 22nd, 2009 at 14:41 น.
แนะนำครับ หากใครพอมีความรู้เรื่องการทำเว็บอยู่บ้างก็ลองใช้ CMS สำเร็จรูปสิครับ ประหยัดกว่ากันเยอะเลย เช่น Joomla, Wordpress, membo เป็นต้น และล่าสุดที่ผมกำลังศึกษาคือ Pligg นะครับ
June 26th, 2009 at 17:34 น.
เห็นมาแบบนี้แล้วคิดใหม่ดีกว่า ท่าจะแพงเอาการแฮะ แต่ถ้าเราจ้างพวกฟรีแลนซ์นี่น่าจะได้ถูกกว่ามั้ย แต่เท่าที่รู้เด๋วนี้พวก web สำเร็จรูปก็มีแยะนะ ไม่รู้จะตอบสนองการใช้งานเราได้แค่ไหนน่ะ