Blind Man Can Do! เมื่อผมต้องสอนนักศึกษาตาบอดให้เขียนเว็บเป็น

เผยแพร่เมื่อ 26 June 2007 โดย MacroArt

ดร.สาลินี อันตรเสน อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอาจารย์ประจำวิชา Creative Writing ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเขียนเว็บให้กับนักศึกษา มันคงจะไม่ยากอะไรถ้าเป็นนักศึกษาปกติ แต่นักศึกษาที่มาเรียนกับผมคือนักศึกษาพิเศษ บางคนนั่งวีลแชร์ บางคนมองเห็นผมพูดแต่จะไม่ได้ยินเสียงผม และบางคนได้ยินเสียงผม แต่มองไม่เห็นผม รวมถึงมองไม่เห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย

สอนคนธรรมดาให้เขียนเว็บเป็นก็ว่ายากแล้วนะครับ การสอนคนที่มองไม่เห็นเว็บให้เขียนเว็บเป็นจะยากขนาดไหน???

ในตอนแรกผมขอต่อรองว่าสอนนักศึกษาให้เล่นเว็บเป็นก่อนดีไหม เพราะหลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยจับคอมพิวเตอร์มาก่อนเลย แต่ก็มีปัญหาว่าไม่สามารถหาคอมพิวเตอร์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตให้นักศึกษาใช้ในวันเรียนได้ เลยต้องยอมสอนเขียนเว็บบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ offline อยู่

ผมต่อรองอีกครั้งว่าให้ใช้โปรแกรมอย่าง Microsoft Word ทำเว็บดีไหม เพราะแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการลงไป จากนั้นก็ Save As ให้เป็น HTML ก็จะได้เว็บเพจออกมาหนึ่งหน้าแล้ว แต่อาจารย์บอกว่านักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นหลายคนที่เคยใช้ Microsoft Word ก็บอกว่าใช้งานยาก ผมมานั่งนึกดูก็พบว่าจริง ลองพิสูจน์ได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง ให้หลับตา เปิดโปรแกรม Microsoft Word ขึ้นมา พิมพ์ข้อความลงไป จากนั้นให้จัดข้อความให้อยู่กลางหน้าดูครับ คุณจะพบว่าเมื่อคุณหลับตาก็จะใช้เมาส์ไม่ได้เลย การจะคลิกให้โดนปุ่มจัดกลางหน้าจอจึงเป็นไปไม่ได้

แปลว่าผมจะต้องสอนให้นักศึกษาพิเศษใช้โปรแกรม Notepad ในการเขียนเว็บ โดยจะต้องสอนภาษา HTML ให้พวกเขาเข้าใจและเห็นภาพอยู่ในใจให้ได้ครับ

ผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสอนให้นักศึกษาทำเว็บออกมาได้จริงๆ หรือเปล่า แต่อาจารย์เล่าให้ฟังว่าเคยมีนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถเรียนเขียนโปรแกรมจนจบการศึกษาได้ เพียงแต่จะต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าปกติ ผมเลยคิดว่าถ้ามีคนที่สามารถเขียนโปรแกรมได้ การเขียนเว็บก็น่าจะง่ายกว่าการเขียนโปรแกรม

ผมมีเวลาเตรียมเนื้อหาที่จะสอนเพียงคืนเดียวก่อนจะถึงวันสอน ผมทำสไลด์ไปด้วยเพื่อให้นักศึกษาที่ไม่มีปัญหาด้านการมองเห็นได้ดู โดยที่สไลด์ของผมใช้พื้นหลังสีดำ ตัวอักษรสีขาว เผื่อว่านักศึกษาที่ตาพร่ามัวอาจจะพอมองเห็นได้

เนื้อหาที่ผมเตรียมไว้ก็มีตั้งแต่คำนิยามพื้นฐานของคำว่าเว็บไซต์ เว็บเพจ โฮมเพจ URL โครงสร้างของภาษา HTML ไปจนถึงแท็กต่างๆ ในภาษา HTML ได้แก่ h1 - h6, p, br, hr, b, i, big, small, del, a href, img, ul, ol, และ li ผมตัดเรื่อง table ออกไป เพราะรู้สึกว่ามันซับซ้อนมาก ขนาดคนมองเห็นเป็นปกติยังเข้าใจยากเลย คนมองไม่เห็นคงจะลำบากกว่าเยอะ นอกจากนี้ผมก็ยังตัดแท็กที่เกี่ยวกับภาพและสีออกไป เช่น ภาพพื้นหลัง สีตัวอักษร แต่ผมจะต้องสอนแท็ก img เนื่องจากเป็นแท็กสำคัญ ถึงแม้ว่านักศึกษาจะมองไม่เห็นภาพ แต่ก็น่าจะหาคนตาดีมาช่วยบอกว่าภาพนี้คือภาพอะไร แล้วจึงนำภาพไปใส่ในเว็บเพจด้วยแท็ก img ได้

พอถึงวันที่จะต้องสอนจริง ผมไปเตรียมตัวที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า นักศึกษาทยอยกันมา มีนักศึกษามาเรียนทั้งหมด 13 คน เป็นคนที่นั่งวีลแชร์ 2 คน มีปัญหาด้านการฟัง 1 คน และมีปัญหาด้านการมองเห็น 10 คน นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นบางคนดูเหมือนคนปกติมากๆ ดวงตาดูเป็นปกติ ไม่ได้มีร่องรอยหรือรูปลักษณ์ที่ผิดปกติ มีแววตาเหมือนคนทั่วไป จนตอนแรกผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการฟังเสียอีก ไปโบกไม้โบกมือส่งภาษาใบ้ตั้งนาน ที่แท้ก็มองไม่เห็นผมนี่เอง

ในช่วงเช้า อาจารย์ได้ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบที่เกี่ยวกับการมองเห็น มีการถามนักศึกษาว่าถ้าพูดถึงสีต่างๆ แล้ว นักศึกษาจะนึกถึงอะไร เช่น ถ้าถามสีแดง นักศึกษาก็จะตอบว่านึกถึงไฟจราจรให้รถหยุด นึกถึงเลือด ถ้าถามสีเขียว นักศึกษาจะตอบว่านึกถึงต้นไม้ สนามหญ้า นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกผิดคาดมากๆ ไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะจับคู่สีกับสิ่งของต่างๆ รอบตัวได้อย่างถูกต้อง ผมเลยกะว่าจะลองเสี่ยงด้วยการเพิ่มสไลด์สอนเรื่อง font color เข้าไปอีกหนึ่งสไลด์

เมื่อถึงเวลาเริ่มสอน ผมก็ต้องเตรียมใจก่อน คือต้องไม่ให้ใจร้อน ต้องสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป พูดช้าๆ ไปเรื่อยๆ ให้นักศึกษาค่อยๆ สร้างมโนภาพขึ้นมาได้ นอกจากนี้ก็ต้องเตรียมร่างกายด้วยการมีน้ำดื่มไว้ใกล้มือ เพราะต้องพูดติดต่อกันถึงสองชั่วโมง และเป็นการพูดช้าๆ พูดซ้ำๆ ซึ่งจะผิดแปลกไปจากสไตล์การพูดปกติของผมที่เป็นคนพูดเร็ว การเปลี่ยนสไตล์การพูดจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากขึ้น

ขณะบรรยายให้นักศึกษาพิเศษฟัง
ภาพขณะบรรยายเรื่องการเขียน HTML ให้นักศึกษาพิเศษฟัง

ผมเริ่มการสอนด้วยการอธิบายว่า HTML ก็เป็นภาษาหนึ่ง คล้ายๆ กับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ที่เราจะต้องเรียนรู้ทั้งไวยากรณ์และคำศัพท์ ไวยากรณ์ของภาษา HTML นั้นแบ่งเป็นสองรูปแบบ คือแบบที่มีการกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ซึ่งระบุด้วยการเขียนแท็กเปิดและปิด เช่น <p> … </p> ส่วนอีกรูปแบบคือแท็กเดี่ยวที่ไม่ต้องเปิดปิด เช่น <br />

ส่วนคำศัพท์ในภาษา HTML ก็มีเพียงไม่กี่สิบคำ คำศัพท์ที่เราต้องท่องจำก็คือแท็กและ attribute เช่น <p align=”center”> เราจะต้องรู้ว่า p ซึ่งเป็นแท็กหมายถึงอะไร และ align=”center” ที่เป็น attribute มีความหมายว่าอะไร

ในการสอนแท็กแต่ละประเภท ผมจะอธิบายว่าแท็กนั้นๆ มีหน้าที่อะไร ใช้แล้วจะทำให้เว็บมีหน้าตาออกมาอย่างไร เวลาใช้งานจะต้องพิมพ์คำสั่งอย่างไร และต้องยกตัวอย่างการใช้งานให้เห็นภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่ฟังแล้วสามารถจินตนาการได้ว่ามันเป็นอย่างไร เช่น ถ้าอธิบายแท็ก <p align=”center”> ก็ต้องอธิบายว่ามันเป็นย่อหน้าที่ถูกแสดงผลให้อยู่ตรงกลางหน้าจอ ส่วนการยกตัวอย่างก็ต้องพูดช้าๆ ซ้ำๆ หลายๆ รอบ ต้องอ่านไปทีละตัวอักษรให้นักศึกษาคิดตาม ยิ่งแท็กที่โครงสร้างมีความซับซ้อนสูงอย่าง ul, ol, li ก็ต้องพูดซ้ำมากขึ้น

ขอเล่าถึงการพูดช้าๆ หน่อย การพูดช้าไม่ใช่เพียงเพื่อให้นักศึกษานึกภาพตามได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อให้นักศึกษาจดเลคเชอร์ทันด้วย นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นก็สามารถจดเล็คเชอร์ได้ไม่ต่างอะไรกับคนปกติครับ ทุกคนจะมีแผ่นพลาสติกที่มีความกว้างเท่ากับกระดาษ A4 แผ่นพลาสติกนี้มีลักษณะเหมือนบานพับที่ใช้หนีบกระดาษเอาไว้ บนบานพับมีช่องสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถว หนึ่งช่องเท่ากับตัวอักษรหนึ่งตัว นักศึกษาจะมีหมุดขนาดใหญ่ที่มือจับสะดวก ปลายหมุดเป็นโลหะเรียวเล็ก ใช้สำหรับเจาะกระดาษให้เป็นรูตามรหัสอักษรเบรลล์ การจดเลคเชอร์ของนักศึกษาพิเศษจะช้ากว่านักศึกษาที่มองเห็นเป็นปกติ เพราะจะต้องจิ้มหมุดแล้วดึงออก แล้วจิ้มรูใหม่อีก ซึ่งอาจจะต้องจิ้มถึง 5 - 6 รู เพื่อให้ได้ตัวอักษรหนึ่งตัว

อุปกรณ์ที่นักศึกษาใช้จดเลคเชอร์
อุปกรณ์ที่นักศึกษาใช้จดเลคเชอร์

ในตอนแรกผมไม่รู้ว่านักศึกษาจะจดเลคเชอร์ได้ ก็เลยพูดด้วยความเร็วในระดับที่ฟังแล้วนึกภาพตามได้ แต่กลับกลายเป็นว่ายังพูดเร็วเกินไป เพราะนักศึกษาจดเลคเชอร์ตามไม่ทัน จากที่สังเกตดู ถ้าพูดตัวอักษรหนึ่งตัว ควรจะเว้นระยะเวลาให้นักศึกษาจดตัวอักษรตัวนั้นประมาณ 2 - 3 วินาที

วิธีการจดเลคเชอร์ของนักศึกษาที่มีปัญหาการมองเห็น
นักศึกษาจดเลคเชอร์กันมือหงิก

ส่วนการสอนแท็ก font color เพื่อใช้กำหนดสีตัวอักษร ผมอธิบายว่าให้ใส่ชื่อสีเป็นภาษาอังกฤษลงไปเลย เช่น ถ้าต้องการให้ตัวอักษรมีสีแดง ก็ให้ใช้แท็ก <font color=”red”> ปรากฎว่าผมเจอคำถามที่เกินความคาดหมาย คือมีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า แล้วถ้าเราจะผสมสีล่ะ มันทำได้ไหม?

เป็นคำถามที่ทำให้ผมชะงักอยู่พักหนึ่ง เนื่องจากไม่นึกมาก่อนว่านักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็น จะเข้าใจหลักการผสมสีแบบที่คนตาดีเข้าใจด้วย ผมใช้เวลารวบรวมความคิดว่าจะอธิบายการใช้รหัสสีแทนชื่อสีอย่างไรดี แล้วก็ตอบนักศึกษาไปว่า

หลักการผสมสีจะต้องเข้าใจแม่สี RGB ก่อน R คือ Red หรือสีแดง G คือ Green หรือสีเขียว ส่วน B คือ Blue หรือสีน้ำเงิน แม่สีแต่ละสีจะถูกแทนด้วยเลขฐานสิบหกสองหลัก คือ 00 ถึง FF

แต่จะต้องทำความเข้าใจเลขฐานสิบหกกันก่อน เลขที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันคือเลขฐานสิบ มีตัวเลขสิบตัวคือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 และ 9 ถ้าจะนับมากกว่านี้ก็ต้องเป็นเลขสองหลัก คือ 10 11 12 ไปเรื่อยๆ ส่วนเลขที่ใช้ในรหัสสีเป็นเลขฐานสิบหก มีตัวเลขสิบหกตัวคือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E และ F ถ้าจะนับมากกว่านี้ก็ต้องเป็นสองหลัก คือ 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 1A 1B 1C 1D 1E และ 1F

รหัสสี RGB ถูกแทนด้วยเลขฐานสิบหก 6 หลัก R แทนด้วย 2 หลัก G แทนด้วย 2 หลัก และ B แทนด้วย 2 หลัก ดังนั้น RGB จะมีค่าตั้งแต่ 000000 ถึง FFFFFF ถ้า R ถูกแทนด้วย 00 หมายถึงไม่มีสีแดง แต่ถ้าเป็น FF หมายถึงมีสีแดงมากที่สุด ส่วน G และ B ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ถ้ารหัสสี RGB เป็น FF0000 สีที่ออกมาก็คือสีแดง ถ้าเป็น 00FF00 ก็เป็นสีเขียว และถ้าเป็น 0000FF ก็เป็นสีน้ำเงิน ถ้าเราเอาสีแดงผสมสีน้ำเงินให้เป็นสีม่วง รหัสสีม่วงก็คือ FF00FF แต่ถ้าใส่รหัสสีเป็น 000000 จะได้สีดำ ส่วนรหัสสี FFFFFF จะได้สีขาว

แล้วนักศึกษาก็ถามผมว่าถ้าอยากได้สีเทาจะทำอย่างไร

เป็นอีกคำถามที่ผมไม่นึกว่านักศึกษาจะถามลงลึกขนาดนี้ แต่ก็เป็นคำถามที่ดีมาก ผมเลยตอบไปว่าเมื่อ 000000 คือสีดำ และ FFFFFF คือสีขาว ถ้าเราใช้ RGB มีค่าเท่ากัน เช่น R = G = B = AA ออกมาเป็น AAAAAA เราก็จะได้สีเทา ถ้าเราให้ R = G = B = F0 ออกมาเป็น F0F0F0 เราจะได้สีเทาที่อ่อนมากจนใกล้จะเป็นสีขาว แต่ถ้าให้ R = G = B = 10 ออกมาเป็น 101010 จะได้สีเทาเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำ

ผมมานั่งนึกหลังจากการสอนจบไปแล้วว่าผมยังอธิบายเรื่องการผสมสีบกพร่องอยู่บ้าง เนื่องจาก RGB คือแม่สีทางแสง แต่แม่สีที่นักศึกษาเคยรู้กันมาเป็นแม่สีวัตถุธาตุที่ประกอบด้วย แดง เหลือง และน้ำเงิน วิธีการผสมสีจึงต่างไป ถ้ามีโอกาสอีกคงต้องอธิบายความแตกต่างของแม่สีทั้งสองแบบให้ชัดเจนขึ้น

เมื่อผมสอน HTML เบื้องต้นจนจบแล้ว ก็ใช้ Notepad เพื่อเขียนตัวอย่างให้นักศึกษาดูโดยการใช้โปรแกรม Notepad ในตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะอธิบายวิธีการเปิด Notepad ขึ้นมาให้นักศึกษาเข้าใจได้อย่างไร ก็มีนักศึกษาบอกว่าให้กดปุ่ม Start + R เพื่อเรียกหน้าต่าง Run ขึ้นมา จากนั้นก็พิมพ์คำว่า notepad ลงไป ทำให้ผมเข้าใจวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ของผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นมากขึ้น

หลังจากที่ยกตัวอย่างจบแล้ว ก็ถึงเวลาพักเบรค จากนั้นจึงให้นักศึกษาจับกลุ่มกันเพื่อเขียนเว็บขึ้นมาจริงๆ เห็นผลงานของนักศึกษาแล้วชื่นใจครับ สามารถเขียนออกมาเป็นเว็บได้จริงๆ มีอยู่หนึ่งกลุ่มที่ทำเว็บนำเสนอเนื้อหาเรื่องการนวดแผนไทยออกมาอย่างดีเลย กลุ่มอื่นๆ ก็ผลงานดีไม่แพ้กัน อาจจะมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพิมพ์ผิดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เพราะมองไม่เห็น

ภาพบรรยากาศการทำ workshop เขียนเว็บ
ภาพบรรยากาศการทำ workshop เขียนเว็บ

ช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดให้นักศึกษา
ช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดให้นักศึกษา

ในช่วงที่เบรค อาจารย์มาเปรยกับผมว่า สังคมมักจะมองเห็นว่าผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นเหล่านี้คงจะประกอบอาชีพอะไรได้ไม่มากนัก พวกเขามักจะถูกส่งไปเรียนหมอนวด ทั้งที่หลายคนไม่ชอบ ทั้งที่หลายคนมีความสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกสะท้อนใจ

ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ต้องการความสงสารเห็นอกเห็นใจจากใคร สิ่งที่พวกเขาต้องการคือโอกาสที่จะได้เรียนรู้ โอกาสที่จะได้ทำงานที่ใช้มันสมอง และโอกาสที่คนตาดีจะเข้าใจว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

สามารถอ่านบทความของ ดร.สาลินี ที่เขียนถึงบรรยากาศการเรียนการสอนครั้งนี้ได้ที่เว็บ http://www.innovativewriting.org/news

บทความตอนนี้ผมเขียนเรื่องสอนคนตาบอดเขียนเว็บให้คนตาดี ส่วนตอนต่อไปคือเรื่องคนตาดีจะทำเว็บอย่างไรให้คนตาบอดใช้งานได้สะดวก ตามอ่านต่อได้เลยครับ Web Design For Blind Man การออกแบบเว็บเพื่อให้คนตาบอดใช้งานได้

ช่วยกันบอกต่อ
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Google
  • LinkedIn
  • Print this article!
  • StumbleUpon
  • Tumblr
  • TwitThis
  • Digg
บทความที่เกี่ยวข้องกัน

7 ความคิดเห็นสำหรับบทความนี้

  1. dogdoy แสดงความคิดเห็นว่า:

    อ่านแล้วทึ่งจริงๆครับ ทั้งคนสอนและคนเรียนเลย ยอดเยี่ยมมากๆครับ

    น่าดีใจที่พวกเค้ามีโอกาสได้เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้นะครับ

  2. ไบเทค แสดงความคิดเห็นว่า:

    อยากมีโอกาสทำแบบนี้บ้างครับ

  3. janosi แสดงความคิดเห็นว่า:

    ดีคับแบบนี้หนับหนุน

  4. naruto แสดงความคิดเห็นว่า:

    ดีมากเลยครับ

  5. Thai SEO แสดงความคิดเห็นว่า:

    ยอดเลยครับ ทำดีต้องสนับสนุน ผมว่าการทำเว็บนี่แหล่ะ
    จะเป็นอาชีพที่ดีให้นักศึกษาเหล่านี้ใช้หากินได้ ถ้ามุ่งมั่นและตั้งใจนะ
    และถ้าได้รับการแนะแนวและชี้ช่องทางให้พวกเขานะ
    เผลอๆ การสอนครั้งนี้ อาจเป็นการเปลี่ยนชีวิตเค้าได้เลยนะ

  6. วิสวัฒน์ แสดงความคิดเห็นว่า:

    เปน บทความ ที่น่าสนใจและ เป็นประโยชมากเลยครับ

    พอดีตอนนี ้ผม กำลังจะทำโปรเจคจบ เกี่ยวกับ tool ให้ผู้พิการทางสายตา สามารถทำเว็ปได้ตามหลัก ของ TWCAG2008 อะคับ

    คือ ตอนแรก ผม จะพัฒนา เว็ปให้คนตาบอดโดยเฉพาะ แต่อาจารอยากได้ tool เพราะเราจะสามารถสร้างให้คนตาบอดก้อได้

    หรือใ้ห้คนตาบอด สร้างเปนของตัวเองก้อได้

    ผม เลยอยากจะปรึกษาอะครับ ว่า มันมีความเปนไปได้มากน้อยแค่ไหน คับ ถ้าจะทำ tool ในการสร้างหรือพัฒนาเวป ตัวนี้ขึ้นมาจิงๆ

    เพราะตอนนี้ ผม สมองตัน จิงๆ มืดแปดด้าน กัวว่าจะไม่สำเร็จ T^T

  7. i_am_duck แสดงความคิดเห็นว่า:

    เทพมากเลยครับท่าน -_-”

    ถ้าผมต้องสอนเองนี่ผมนึกไม่ออกเลยว่าต้องทำยังไง
    ขอคารวะ

1 เว็บที่ทำลิงก์มาถึงบทความนี้

  1. กรณีศึกษา การใช้ Google Apps ทำเว็บไซต์กระบวนวิชา Creative Writing ของ ม.รามคำแหง เพื่อให้นักศึกษาตาบอดเข้าม เขียนว่า

    [...] Blind Man Can Do! เมื่อผมต้องสอนนักศึกษาตาบอด

แสดงความคิดเห็น