<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
		>
<channel>
	<title>Comments on: ประกันออมทรัพย์ ผลตอบแทน 221% มีจริงหรือ?</title>
	<atom:link href="http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html</link>
	<description>รู้มากกว่าที่นึก ลึกมากกว่าที่คิด กับเรื่องราวในโลกธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็น eBay, Google AdSense, Google AdWords, Affiliate Marketing, Search Engine Optimization, Web 2.0 และอื่นๆ อีกมากมาย นำเสนอในรูปแบบวิชาการอ่านง่าย ช่วยให้คุณเสพย์ความรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมองในการย่อยมากนัก</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Aug 2010 09:52:26 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
	<item>
		<title>By: Khun Oak</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3591</link>
		<dc:creator>Khun Oak</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2010 08:43:35 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3591</guid>
		<description>ผมเห็นด้วยนะครับ ผมเองก็เป็นนักลงทุนคนหนึ่ง ตอนเเรกก็มองว่าการทำประกันให้ผลตอบแทนแย่กว่าการลงทุน แต่เมื่อมองดูในมุมของความมั่นคงและเรื่องฉุกเฉินเเล้ว การทำประกันสิบเปอร์เซนต์ของรายได้ถือว่าไม่เลวเลยครับ โดยส่วนตัวเเล้ว ผมแบ่งการลงทุนไว้ประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ต่อเดือน ถือว่าไม่เลวเลยครับ 

แต่เอาจริงๆในแง่ของนักลงทุน ผมมองว่าอัตราการตอบแทนยังน้อยอยู่ถ้าเทียบกับเวลา เสียดายเหมือนกัน เพราะเงินที่ทำประกันมันควรจะงอกเงยได้มากกว่าหลายเท่านักถ้าลงทุนอย่างอื่น แต่ มันก็เสี่ยงมากขึ้นนั่นเองครับ ผมเองก็ยังลังเลอยู่ เพราะอยากแบ่งพอร์ตการลงทุนเหมือนกัน</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเห็นด้วยนะครับ ผมเองก็เป็นนักลงทุนคนหนึ่ง ตอนเเรกก็มองว่าการทำประกันให้ผลตอบแทนแย่กว่าการลงทุน แต่เมื่อมองดูในมุมของความมั่นคงและเรื่องฉุกเฉินเเล้ว การทำประกันสิบเปอร์เซนต์ของรายได้ถือว่าไม่เลวเลยครับ โดยส่วนตัวเเล้ว ผมแบ่งการลงทุนไว้ประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ต่อเดือน ถือว่าไม่เลวเลยครับ </p>
<p>แต่เอาจริงๆในแง่ของนักลงทุน ผมมองว่าอัตราการตอบแทนยังน้อยอยู่ถ้าเทียบกับเวลา เสียดายเหมือนกัน เพราะเงินที่ทำประกันมันควรจะงอกเงยได้มากกว่าหลายเท่านักถ้าลงทุนอย่างอื่น แต่ มันก็เสี่ยงมากขึ้นนั่นเองครับ ผมเองก็ยังลังเลอยู่ เพราะอยากแบ่งพอร์ตการลงทุนเหมือนกัน</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: วินัย</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3562</link>
		<dc:creator>วินัย</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Jun 2010 07:51:36 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3562</guid>
		<description>จริงๆแล้ว ไม่ได้มีแค่นี้หรอกครับ การคำนวณ IRR นั้น ก็เป็นตัวชี้วัดในส่วนของผลตอบแทนส่วนหนึ่ง แต่ในกรณีของประกันมีอีกจุด...ที่ต้องนำมาคิดกันคือ  ถ้าเสียชีวิตขึ้นมาเงินเก็บ...หายทั้งก้อน..หายเกลี้ยงครับ   ไม่ได้เงินที่เราเอาไปฝากให้บริษัทประกันลงทุนครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>จริงๆแล้ว ไม่ได้มีแค่นี้หรอกครับ การคำนวณ IRR นั้น ก็เป็นตัวชี้วัดในส่วนของผลตอบแทนส่วนหนึ่ง แต่ในกรณีของประกันมีอีกจุด&#8230;ที่ต้องนำมาคิดกันคือ  ถ้าเสียชีวิตขึ้นมาเงินเก็บ&#8230;หายทั้งก้อน..หายเกลี้ยงครับ   ไม่ได้เงินที่เราเอาไปฝากให้บริษัทประกันลงทุนครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ตาต้า</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3525</link>
		<dc:creator>ตาต้า</dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Apr 2010 03:52:27 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3525</guid>
		<description>คิดยังไงค่ะ คิดไม่ออกค่ะ ไม่เข้าใจด้วยแต่ก็ทำประกันแบบนี้ไปแล้ว
5/18 ทุประกัน70000 ส่งปีละ 14980
ผลตอบแทนปีละ 700 เอง สิ้นปีที่1-18
ฝากสะสมไว้เพิ่มอีก2% แต่เริ่มฝากในปี่ที่2 เพราะปีที่1 เขาส่งเช็คมาให้แล้ว
แล้วเขาบอกว่า ครบปี่ที่18 
จะได้รับเงินคืน คือ ทุนประกัน+ผลกำไรของทุนประกัน(ประมาณ 32%)+ผลตอบแทนรายปี
อยากทราบวิธีคิดว่าเราเสียเปรียบแล้วใช่ไหม
รบกวนที่ค่ะ จริงๆๆก็ยังถือตัวอื่นอยู่อีกด้วย แต่ถามเท่านี้ก่อน</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>คิดยังไงค่ะ คิดไม่ออกค่ะ ไม่เข้าใจด้วยแต่ก็ทำประกันแบบนี้ไปแล้ว<br />
5/18 ทุประกัน70000 ส่งปีละ 14980<br />
ผลตอบแทนปีละ 700 เอง สิ้นปีที่1-18<br />
ฝากสะสมไว้เพิ่มอีก2% แต่เริ่มฝากในปี่ที่2 เพราะปีที่1 เขาส่งเช็คมาให้แล้ว<br />
แล้วเขาบอกว่า ครบปี่ที่18<br />
จะได้รับเงินคืน คือ ทุนประกัน+ผลกำไรของทุนประกัน(ประมาณ 32%)+ผลตอบแทนรายปี<br />
อยากทราบวิธีคิดว่าเราเสียเปรียบแล้วใช่ไหม<br />
รบกวนที่ค่ะ จริงๆๆก็ยังถือตัวอื่นอยู่อีกด้วย แต่ถามเท่านี้ก่อน</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ตัวแทนประกัน</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3465</link>
		<dc:creator>ตัวแทนประกัน</dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Feb 2010 07:25:15 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3465</guid>
		<description>คุณ phomod ครับ

หลักของการประกันเขาให้เอาเงิน เพียง 10% มาออมนะครับ

คุณพูดเหมือนกับว่าคุณเอาเงินทั้งหมดมาออมอย่างนั้นแหละครับ

ถ้าแบบนั้น ก็เป็นการวางแผนการเงินที่ผิดพลาดเท่านั้นเองครับ

ถ้าคุณบอกว่าฝากไว้ธนาคารดี มันก็ดีครับ  แต่การฝากกับประกันชีวิตเขาให้ฝากเพียง 10% นี่ครับ  10% นี่มันเดือดร้อนมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ

ผมคิดว่าระยะคุ้มทุนของคุณ คงเพียง5ปี  ถ้างั้น 5ปีคุณก็ถอนออกมาเลยครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>คุณ phomod ครับ</p>
<p>หลักของการประกันเขาให้เอาเงิน เพียง 10% มาออมนะครับ</p>
<p>คุณพูดเหมือนกับว่าคุณเอาเงินทั้งหมดมาออมอย่างนั้นแหละครับ</p>
<p>ถ้าแบบนั้น ก็เป็นการวางแผนการเงินที่ผิดพลาดเท่านั้นเองครับ</p>
<p>ถ้าคุณบอกว่าฝากไว้ธนาคารดี มันก็ดีครับ  แต่การฝากกับประกันชีวิตเขาให้ฝากเพียง 10% นี่ครับ  10% นี่มันเดือดร้อนมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ</p>
<p>ผมคิดว่าระยะคุ้มทุนของคุณ คงเพียง5ปี  ถ้างั้น 5ปีคุณก็ถอนออกมาเลยครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: เบลล์</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3438</link>
		<dc:creator>เบลล์</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 15:34:57 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3438</guid>
		<description>สวัสดีค่ะ คือพอดีกำลังศึกษาเรื่อง IRR ของประกันอยู่ 

เลยอยากจะรบกวนขอสูตร การคำนวนหน่อยค่ะ 

คือว่าเจอ คห. ของคุณ Alisara บอกว่า

&quot;เข้าไปดูใน help ทำตามแล้ว&quot; แต่ว่า HELP อยู่ตรงไหนคะ หาไม่เจอ รบกวนด้วย ขอบคุณค่ะ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะ คือพอดีกำลังศึกษาเรื่อง IRR ของประกันอยู่ </p>
<p>เลยอยากจะรบกวนขอสูตร การคำนวนหน่อยค่ะ </p>
<p>คือว่าเจอ คห. ของคุณ Alisara บอกว่า</p>
<p>&#8220;เข้าไปดูใน help ทำตามแล้ว&#8221; แต่ว่า HELP อยู่ตรงไหนคะ หาไม่เจอ รบกวนด้วย ขอบคุณค่ะ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Watcharin</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3422</link>
		<dc:creator>Watcharin</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Jan 2010 13:13:52 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3422</guid>
		<description>จริง ๆแล้วในการคำนวณผลตอบแทนที่ได้รับไม่ว่าจากการทำประกันภัย หรือจากการฝากธนาคารและการลงทุนแบบอื่น ๆก็เช่นกันควรจะ ใช้วิธี IRR ในการเปรียบเทียบ 

สำหรับผมเองนั้นมองว่าการทำประกันแบบออมทรัพย์นั้น เป็นการซื้อความเสี่ยง จริง ๆแล้วประกันจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด ก็ต่อเมื่อคุณตายในปีแรกแหละครับ -  -&#039;    ไม่ว่าคุณจะลงทุนหรือออมทรัพย์ด้วยวิธีใดก็ตาม ยังไงก็ควรมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆแหล่ง 

ซึ่งสำหรับการทำประกันแล้ว ก็ควรจะถามข้อมูลต่าง ๆทั้งจำนวนงวดที่จะต้องจ่าย  โดยอาจจะให้เซลล์ขายประกันน้ัน ทำ Cash Flow มาให้เราดูเลยก็ได้ว่าจะต้องจ่ายงวดไหนเท่าไหร่ และเราจะได้รับเงินเท่าไหร่ ถ้าคุณสามารถนำเบี้ยไปหักภาษีได้ ก็ต้องรวมผลตอบแทนตรงนี้เข้าไปใน Cash Flow ด้วย และคำนวณเป็น IRR ออกมา แต่ผมไม่แนะนำให้ไปเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น ๆนะครับ เพราะวัตถุประสงค์มันไม่เหมือนกันครับ คุณใช้ IRR คำนวณเพื่อไปเทียบว่ากรมธรรมของบริษัทไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุดครับ  อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วนะครับผมสามารถสรุปคร่าว ๆในการตัดสินใจทำประกันภันได้ดังนี้ครับ
1) เป็นการกระจายความเสี่ยงและซื้อความเสี่ยงครับ
2) สำหรับคนที่ต้องมีการเสียภาษีในอัตราที่สูงนั้น การทำประกันที่สามารถนำเบี้ยไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้น จะทำให้ IRR สูงกว่าเดิมมากครับ
3) ในการทำประกันนั้น ควรซื้อเมื่อพร้อมครับ  เพราะเงินรายได้ของคุณแต่ละส่วนนั้น ก็ควรมีส่วนนึงที่ออมไว้ในรูปแบบที่มีสภาพคล่องสูงด้วยเช่นกัน และต้องมีบางส่วนที่นำไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่าด้วยเช่นกันครับ สำหรับประกันนั้น เป็นOption เสริมครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>จริง ๆแล้วในการคำนวณผลตอบแทนที่ได้รับไม่ว่าจากการทำประกันภัย หรือจากการฝากธนาคารและการลงทุนแบบอื่น ๆก็เช่นกันควรจะ ใช้วิธี IRR ในการเปรียบเทียบ </p>
<p>สำหรับผมเองนั้นมองว่าการทำประกันแบบออมทรัพย์นั้น เป็นการซื้อความเสี่ยง จริง ๆแล้วประกันจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด ก็ต่อเมื่อคุณตายในปีแรกแหละครับ &#8211;  -&#8217;    ไม่ว่าคุณจะลงทุนหรือออมทรัพย์ด้วยวิธีใดก็ตาม ยังไงก็ควรมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆแหล่ง </p>
<p>ซึ่งสำหรับการทำประกันแล้ว ก็ควรจะถามข้อมูลต่าง ๆทั้งจำนวนงวดที่จะต้องจ่าย  โดยอาจจะให้เซลล์ขายประกันน้ัน ทำ Cash Flow มาให้เราดูเลยก็ได้ว่าจะต้องจ่ายงวดไหนเท่าไหร่ และเราจะได้รับเงินเท่าไหร่ ถ้าคุณสามารถนำเบี้ยไปหักภาษีได้ ก็ต้องรวมผลตอบแทนตรงนี้เข้าไปใน Cash Flow ด้วย และคำนวณเป็น IRR ออกมา แต่ผมไม่แนะนำให้ไปเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น ๆนะครับ เพราะวัตถุประสงค์มันไม่เหมือนกันครับ คุณใช้ IRR คำนวณเพื่อไปเทียบว่ากรมธรรมของบริษัทไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุดครับ  อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วนะครับผมสามารถสรุปคร่าว ๆในการตัดสินใจทำประกันภันได้ดังนี้ครับ<br />
1) เป็นการกระจายความเสี่ยงและซื้อความเสี่ยงครับ<br />
2) สำหรับคนที่ต้องมีการเสียภาษีในอัตราที่สูงนั้น การทำประกันที่สามารถนำเบี้ยไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้น จะทำให้ IRR สูงกว่าเดิมมากครับ<br />
3) ในการทำประกันนั้น ควรซื้อเมื่อพร้อมครับ  เพราะเงินรายได้ของคุณแต่ละส่วนนั้น ก็ควรมีส่วนนึงที่ออมไว้ในรูปแบบที่มีสภาพคล่องสูงด้วยเช่นกัน และต้องมีบางส่วนที่นำไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่าด้วยเช่นกันครับ สำหรับประกันนั้น เป็นOption เสริมครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: ภัทรพล</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3417</link>
		<dc:creator>ภัทรพล</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2009 05:00:55 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3417</guid>
		<description>คุณอภิศิลป์ ถ่ายทอดมุมมองของการทำประกันได้เฉียบคม และน่าจะเป็นบทความที่น่าจะคงความทันสมัยไว้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าบทความนี้จะเขียนไว้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาก็ตาม

ส่วนมุมมองของแต่ละท่าน ก็ยังคงเป็นไปลักษณะนี้อีกนานครับ จนกว่าตัวแทนประกันชีวิตจะพัฒนาตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น 

ขอเป็น Fanclub ด้วยคนครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>คุณอภิศิลป์ ถ่ายทอดมุมมองของการทำประกันได้เฉียบคม และน่าจะเป็นบทความที่น่าจะคงความทันสมัยไว้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าบทความนี้จะเขียนไว้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาก็ตาม</p>
<p>ส่วนมุมมองของแต่ละท่าน ก็ยังคงเป็นไปลักษณะนี้อีกนานครับ จนกว่าตัวแทนประกันชีวิตจะพัฒนาตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น </p>
<p>ขอเป็น Fanclub ด้วยคนครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: กิจจา อมรมงคล</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3336</link>
		<dc:creator>กิจจา อมรมงคล</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2009 12:13:59 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3336</guid>
		<description>บีบี แสดงความคิดเห็นว่า: 
&quot;ส่งเดือนสามพันกว่านี่ ตั้งเจ็ดปี ต้องส่งตลอด ขาดส่งไม่ได้ ไม่งั้นคือการทิ้งเงินไปเลย&quot;

ประโยคนี้ไม่ถูกต้องนะครับ ขออนุญาตชี้แจงเพื่อเป็นวิทยาทานครับ
เมื่อลูกค้าได้ชำระเบี้ยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว (1-2 ปีเป็นอย่างน้อย แล้วแต่แบบด้วย) ตัวกรมธรรม์จะมีมูลค่าเกิดขึ้น
และหากมูลค่านั้นมีมากพอที่จะนำมาชำระเบี้ยงวดนั้นๆได้ บริษัทจะทำการกู้อัตโนมัติ (เสียดอกเบี้ยนะ)
เพื่อชำระเบี้ยงวดที่ขาดนั้น (หากลูกค้าไม่ได้แสดงความต้่องการเป็นอย่างอื่น เช่น ขอเวนคืนปิดกรมธรรม์
หรือ ขอหยุดชำระเบี้ยแต่คงความคุ้มครองไว้) ซึ่งจะทำให้กรมธรรม์มีผลคุ้มครองต่อไป และสามารถชำระคืนเงินกู้ได้ตลอดเวลา


Phomod แสดงความคิดเห็นว่า: 
&quot;ผมว่าเอาเงินไปฝากธนาคารดีว่า – จะถอนเงินต้นเมื่อไรก็ได้ อัตราดอกเบี้ยขึ้นลงตลอด เจ็บป่วยก็ถอนออกมารักษาตัว แต่ประกันแบบนี้เจ็บป่วยก็รอวันตายเอาเงินมารักษาก็ไม่ได้ ไม่มีกินก็ต้องอดตายก่อน ประกันถึงจะจ่าย&quot;

ต้องดูที่จุดประสงค์ครับว่า ออมไปเพื่อการใด เพื่อดอกเบี้ย เพื่อค่ารักษา เพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อเกษียณ เพื่อฌาปนกิจ
ตัวแทนที่ดีต้องถามหาความต้องการของลูกค้าก่อน เช่น แผนที่คุณยกมานั้นเป็นแผนออมทรัพย์ ตอบสนองการออม
เงินคืนระหว่างออม และการลดหย่อนภาษี แน่นอนว่าแผนประเภทนี้ทุนประกันจะไม่สูง เพราะบริษัทได้จ่าย
ผลตอบแทนด้านอื่นไปแล้ว

แต่หากเป็นห่วงด้านการรักษาพยาบาล ก็ต้องเป็นแผนที่มีการคุ้มครองการรักษาแนบท้่าย หากคุณทำไว้เพียงเงินออม
ก็อาจจำเป็นต้องกู้กรมธรรม์ออกมาบางส่วนเพื่อการนั้น เช่นเดียวกันกับกรณีที่ต้องการใช้เงินด่วนครับ
เปรียบเทียบคล้ายการเอารถไปจำนองเมื่อต้องการใช้เงินด่วนน่ะครับ








ความคิดเห็นจากตัวแทนมืออาชีพ (ไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพ)

ประกันเหมาะกับใคร
- คนที่ต้องการออมระยะยาวเพื่อใช้อนาคต 10-20 ปีข้างหน้า
- คนที่ต้องการความชัดเจน ความมั่นคง หลักประกันของชีวิต ระยะยาว
- คนที่ไม่ได้มีเงินถุงเิงินถัง ที่จะลงทุนอะไรมากมาก
- คนที่ต้องการสร้างหลักทรัพย์ก้อนใหญ่ ด้วยเงินก้อนเล็ก เพื่อคนข้างหลัง
- คนที่ต้องการ ออม อย่างเป็นระบบ
- คนที่มีความเข้าใจในความไม่แน่นอนของชีวิต และสรรพสิ่ง
- คนที่ต้องการมีหลักประกันในชั่วเวลาข้ามคืน
- คนที่พร้อมสละเงินก้อนเล็ก เพื่อรักษาเงินก้อนใหญ่
- คนที่ต้่องการมีแหล่งเงินสำรองฉุกเฉิน
- คนที่ต้องการสวัสดิการเพิ่มเติม

นั่นคือบางส่วนของประกันที่สามารถตอบสนองได้ แต่สิ่งที่คุณต้องถามตัวเองก่อนทำประกันคือ 

&quot;ความต้องการของคุณคืออะไร&quot;

และก่อนทำประกันสิ่งที่คุณควรมีคือ เงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 3-6 เท่า ของรายจ่ายประจำเดือน
เงินที่คุณสามารถเบิกถอนได้ทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน (ไม่เกี่ยวกับเงินผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ที่ถือเป็นรายจ่ายประจำนะครับ)
เช่น ตกงาน เป็นเงินก้อนแรกที่จะถูกใช้ ส่วนเงินกู้จากกรมธรรม์ ควรจะเป็นก้อนสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ
(ที่ผมไม่ยกตัวอย่างกรณีฉุกเฉินเรื่องความเจ็บป่วย เพราะคุณสามารถทำประกันเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้)

ต้องการคำแนะนำอื่นๆ โทร 089-106-0646</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>บีบี แสดงความคิดเห็นว่า:<br />
&#8220;ส่งเดือนสามพันกว่านี่ ตั้งเจ็ดปี ต้องส่งตลอด ขาดส่งไม่ได้ ไม่งั้นคือการทิ้งเงินไปเลย&#8221;</p>
<p>ประโยคนี้ไม่ถูกต้องนะครับ ขออนุญาตชี้แจงเพื่อเป็นวิทยาทานครับ<br />
เมื่อลูกค้าได้ชำระเบี้ยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว (1-2 ปีเป็นอย่างน้อย แล้วแต่แบบด้วย) ตัวกรมธรรม์จะมีมูลค่าเกิดขึ้น<br />
และหากมูลค่านั้นมีมากพอที่จะนำมาชำระเบี้ยงวดนั้นๆได้ บริษัทจะทำการกู้อัตโนมัติ (เสียดอกเบี้ยนะ)<br />
เพื่อชำระเบี้ยงวดที่ขาดนั้น (หากลูกค้าไม่ได้แสดงความต้่องการเป็นอย่างอื่น เช่น ขอเวนคืนปิดกรมธรรม์<br />
หรือ ขอหยุดชำระเบี้ยแต่คงความคุ้มครองไว้) ซึ่งจะทำให้กรมธรรม์มีผลคุ้มครองต่อไป และสามารถชำระคืนเงินกู้ได้ตลอดเวลา</p>
<p>Phomod แสดงความคิดเห็นว่า:<br />
&#8220;ผมว่าเอาเงินไปฝากธนาคารดีว่า – จะถอนเงินต้นเมื่อไรก็ได้ อัตราดอกเบี้ยขึ้นลงตลอด เจ็บป่วยก็ถอนออกมารักษาตัว แต่ประกันแบบนี้เจ็บป่วยก็รอวันตายเอาเงินมารักษาก็ไม่ได้ ไม่มีกินก็ต้องอดตายก่อน ประกันถึงจะจ่าย&#8221;</p>
<p>ต้องดูที่จุดประสงค์ครับว่า ออมไปเพื่อการใด เพื่อดอกเบี้ย เพื่อค่ารักษา เพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อเกษียณ เพื่อฌาปนกิจ<br />
ตัวแทนที่ดีต้องถามหาความต้องการของลูกค้าก่อน เช่น แผนที่คุณยกมานั้นเป็นแผนออมทรัพย์ ตอบสนองการออม<br />
เงินคืนระหว่างออม และการลดหย่อนภาษี แน่นอนว่าแผนประเภทนี้ทุนประกันจะไม่สูง เพราะบริษัทได้จ่าย<br />
ผลตอบแทนด้านอื่นไปแล้ว</p>
<p>แต่หากเป็นห่วงด้านการรักษาพยาบาล ก็ต้องเป็นแผนที่มีการคุ้มครองการรักษาแนบท้่าย หากคุณทำไว้เพียงเงินออม<br />
ก็อาจจำเป็นต้องกู้กรมธรรม์ออกมาบางส่วนเพื่อการนั้น เช่นเดียวกันกับกรณีที่ต้องการใช้เงินด่วนครับ<br />
เปรียบเทียบคล้ายการเอารถไปจำนองเมื่อต้องการใช้เงินด่วนน่ะครับ</p>
<p>ความคิดเห็นจากตัวแทนมืออาชีพ (ไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพ)</p>
<p>ประกันเหมาะกับใคร<br />
- คนที่ต้องการออมระยะยาวเพื่อใช้อนาคต 10-20 ปีข้างหน้า<br />
- คนที่ต้องการความชัดเจน ความมั่นคง หลักประกันของชีวิต ระยะยาว<br />
- คนที่ไม่ได้มีเงินถุงเิงินถัง ที่จะลงทุนอะไรมากมาก<br />
- คนที่ต้องการสร้างหลักทรัพย์ก้อนใหญ่ ด้วยเงินก้อนเล็ก เพื่อคนข้างหลัง<br />
- คนที่ต้องการ ออม อย่างเป็นระบบ<br />
- คนที่มีความเข้าใจในความไม่แน่นอนของชีวิต และสรรพสิ่ง<br />
- คนที่ต้องการมีหลักประกันในชั่วเวลาข้ามคืน<br />
- คนที่พร้อมสละเงินก้อนเล็ก เพื่อรักษาเงินก้อนใหญ่<br />
- คนที่ต้่องการมีแหล่งเงินสำรองฉุกเฉิน<br />
- คนที่ต้องการสวัสดิการเพิ่มเติม</p>
<p>นั่นคือบางส่วนของประกันที่สามารถตอบสนองได้ แต่สิ่งที่คุณต้องถามตัวเองก่อนทำประกันคือ </p>
<p>&#8220;ความต้องการของคุณคืออะไร&#8221;</p>
<p>และก่อนทำประกันสิ่งที่คุณควรมีคือ เงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 3-6 เท่า ของรายจ่ายประจำเดือน<br />
เงินที่คุณสามารถเบิกถอนได้ทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน (ไม่เกี่ยวกับเงินผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ที่ถือเป็นรายจ่ายประจำนะครับ)<br />
เช่น ตกงาน เป็นเงินก้อนแรกที่จะถูกใช้ ส่วนเงินกู้จากกรมธรรม์ ควรจะเป็นก้อนสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ<br />
(ที่ผมไม่ยกตัวอย่างกรณีฉุกเฉินเรื่องความเจ็บป่วย เพราะคุณสามารถทำประกันเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้)</p>
<p>ต้องการคำแนะนำอื่นๆ โทร 089-106-0646</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: กะลังหาข้อมูล</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3334</link>
		<dc:creator>กะลังหาข้อมูล</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Oct 2009 17:33:50 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3334</guid>
		<description>** สรุปได้ว่า ผมได้เงินคืน 5 % ของเงิน 50000 ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 20 (ได้เงินคืนประมาณ 1%กว่า/ปี)
^
^ 
ไม่ถูกทั้งหมดแต่ก็ไม่ผิดทั้งหมดนะคะ
เงินคืนประมาณ 1%กว่า/ปี นั้นคุณ Phomod คิดจากเงินที่ต้องจ่ายไปทั้งหมด 5*50000 แต่ว่าเราไม่ได้ลงไปทั้งหมดทีเดียว รวมทั้งเราก็ได้กลับมาในปีที่เราไม่ได้จ่ายด้วย  ดังนั้นเงินได้คืนก็จะประมาณ 5% ถ้าคิดจาก เงินที่เราลงไป/ปี

คิดว่าถ้าจะคิดในแง่การลงทุนน่าจะต้องคิดแบบคุณเจ้าของบล็อกอ่ะค่ะ cash in / cash out ต่อปี ก็จะพอมองเห็นภาพ

ช่วงนี้กะลังหาข้อมูลอยู่พอดี จากที่ดูๆมาหลายที่ ส่วนใหญ่ก็ให้ IRR ประมาณ 2-4% ค่ะ บวกลบขึ้นอยู่กับระยะเวลาของกรมธรรม์ที่เราต้องจมเงินลงไป

ส่วนตัวคิดว่าประกับแบบออมทรัพย์ ก็ได้ผลตอบแทนประมาณนี้ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยแบ๊งค์หน่อย แลกมากับการที่ต้องจมเงินลงไปนาน คิดว่าคนออกแบบกรมธรรม์ ก็คงคำนนวนมายิกๆเหมือนกัน แต่ที่สนใจจะทำ นึกถึงผลพลอยได้อย่างอื่นมากกว่าค่ะ คือ เรื่องภาษี(ได้เงินคืนเน็ตๆ) กะบังคับตัวเองเก็บเงิน(เผื่อต้องใช้เงินก้อนอนาคต)</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>** สรุปได้ว่า ผมได้เงินคืน 5 % ของเงิน 50000 ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 20 (ได้เงินคืนประมาณ 1%กว่า/ปี)<br />
^<br />
^<br />
ไม่ถูกทั้งหมดแต่ก็ไม่ผิดทั้งหมดนะคะ<br />
เงินคืนประมาณ 1%กว่า/ปี นั้นคุณ Phomod คิดจากเงินที่ต้องจ่ายไปทั้งหมด 5*50000 แต่ว่าเราไม่ได้ลงไปทั้งหมดทีเดียว รวมทั้งเราก็ได้กลับมาในปีที่เราไม่ได้จ่ายด้วย  ดังนั้นเงินได้คืนก็จะประมาณ 5% ถ้าคิดจาก เงินที่เราลงไป/ปี</p>
<p>คิดว่าถ้าจะคิดในแง่การลงทุนน่าจะต้องคิดแบบคุณเจ้าของบล็อกอ่ะค่ะ cash in / cash out ต่อปี ก็จะพอมองเห็นภาพ</p>
<p>ช่วงนี้กะลังหาข้อมูลอยู่พอดี จากที่ดูๆมาหลายที่ ส่วนใหญ่ก็ให้ IRR ประมาณ 2-4% ค่ะ บวกลบขึ้นอยู่กับระยะเวลาของกรมธรรม์ที่เราต้องจมเงินลงไป</p>
<p>ส่วนตัวคิดว่าประกับแบบออมทรัพย์ ก็ได้ผลตอบแทนประมาณนี้ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยแบ๊งค์หน่อย แลกมากับการที่ต้องจมเงินลงไปนาน คิดว่าคนออกแบบกรมธรรม์ ก็คงคำนนวนมายิกๆเหมือนกัน แต่ที่สนใจจะทำ นึกถึงผลพลอยได้อย่างอื่นมากกว่าค่ะ คือ เรื่องภาษี(ได้เงินคืนเน็ตๆ) กะบังคับตัวเองเก็บเงิน(เผื่อต้องใช้เงินก้อนอนาคต)</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Phomod</title>
		<link>http://blog.macroart.net/2007/06/221.html/comment-page-1#comment-3214</link>
		<dc:creator>Phomod</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2009 07:20:04 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.macroart.net/blog/2007/06/221.html#comment-3214</guid>
		<description>ระวังนะครับ  Case ของผม จ่าย5/20มีดังนี้
1. จ่าย 5 ปี คุ้มครอง 20 ปี
2. จ่ายค่าเบี้ยปีละ 50000 บาท และต้องจ่ายต่อไปอีก 5 ปี รวม 250000 บาท
3. ถ้าเสียชีวิต ปีแรก จ่าย 100% ของทุนประกัน ปีที่ 2 จ่าย 200% ของทุนประกันเรื่อยไป จนถึงปีที่ 5-20 จ่าย 500% ของทุนประกัน
4. ได้รับเงินคืน 5% ของทุนประกันทุกปี
** ดูคร่าวๆ - ใช้ได้............
** หลังจากตรวจดูอีกครั้ง  พบว่า วงเงินทุนประกัน = 50000 บาทเท่านั้น
** สรุปได้ว่า ผมได้เงินคืน 5 % ของเงิน 50000 ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 20 (ได้เงินคืนประมาณ 1%กว่า/ปี)
** ถ้าไม่เสียชีวิตภายใน 20 ปีไม่ได้เงินคืน  -เสียชีวิตถึงจะได้เงินที่ชำระไปคืน (ถ้าไม่ตายไม่ได้คืน)

** ผมว่าเอาเงินไปฝากธนาคารดีว่า - จะถอนเงินต้นเมื่อไรก็ได้  อัตราดอกเบี้ยขึ้นลงตลอด เจ็บป่วยก็ถอนออกมารักษาตัว  แต่ประกันแบบนี้เจ็บป่วยก็รอวันตายเอาเงินมารักษาก็ไม่ได้ ไม่มีกินก็ต้องอดตายก่อน ประกันถึงจะจ่าย

เตือนไว้ครับ  จะได้ไม่สะเพร่าแบบผม</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ระวังนะครับ  Case ของผม จ่าย5/20มีดังนี้<br />
1. จ่าย 5 ปี คุ้มครอง 20 ปี<br />
2. จ่ายค่าเบี้ยปีละ 50000 บาท และต้องจ่ายต่อไปอีก 5 ปี รวม 250000 บาท<br />
3. ถ้าเสียชีวิต ปีแรก จ่าย 100% ของทุนประกัน ปีที่ 2 จ่าย 200% ของทุนประกันเรื่อยไป จนถึงปีที่ 5-20 จ่าย 500% ของทุนประกัน<br />
4. ได้รับเงินคืน 5% ของทุนประกันทุกปี<br />
** ดูคร่าวๆ &#8211; ใช้ได้&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
** หลังจากตรวจดูอีกครั้ง  พบว่า วงเงินทุนประกัน = 50000 บาทเท่านั้น<br />
** สรุปได้ว่า ผมได้เงินคืน 5 % ของเงิน 50000 ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 20 (ได้เงินคืนประมาณ 1%กว่า/ปี)<br />
** ถ้าไม่เสียชีวิตภายใน 20 ปีไม่ได้เงินคืน  -เสียชีวิตถึงจะได้เงินที่ชำระไปคืน (ถ้าไม่ตายไม่ได้คืน)</p>
<p>** ผมว่าเอาเงินไปฝากธนาคารดีว่า &#8211; จะถอนเงินต้นเมื่อไรก็ได้  อัตราดอกเบี้ยขึ้นลงตลอด เจ็บป่วยก็ถอนออกมารักษาตัว  แต่ประกันแบบนี้เจ็บป่วยก็รอวันตายเอาเงินมารักษาก็ไม่ได้ ไม่มีกินก็ต้องอดตายก่อน ประกันถึงจะจ่าย</p>
<p>เตือนไว้ครับ  จะได้ไม่สะเพร่าแบบผม</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
