ขอเขียนนอกเรื่องธุรกิจออนไลน์เสียหน่อย เป็นเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนได้รู้เวลาที่มีตัวแทนประกันมาขายประกันแบบออมทรัพย์ให้คุณ
ผมทำประกันครั้งแรกตอนปี 2545 มีตัวแทนประกันจากบริษัทแห่งหนึ่งโทรเข้ามาที่ออฟฟิศ แล้วเพื่อนที่ออฟฟิศเป็นคนรับสาย ปลายสายบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารแห่งหนึ่ง (ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทประกันแห่งนี้) แจ้งว่าจะขอเข้ามาแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือนให้แก่พนักงานในบริษัท เพื่อนผมก็รับปากให้เข้ามา พอมาถึงออฟฟิศก็มีเพื่อนหลายคนเข้าฟังในห้องประชุมด้วยกัน ซึ่งรวมถึงผมด้วย ตัวแทนเปิดการขายด้วยการแนะนำแพ็กเกจออมเงินสุดคุ้มค่าที่ผู้ออมจะได้รับความคุ้มครองชีวิตด้วย มีการพูดถึงตัวเลขเยอะแยะมากมาย ผมฟังแล้วก็มึนไปหมดเพราะตอนนั้นยังไม่มีความรู้ด้านการเงิน แต่สุดท้ายก็ลองทำดูเพราะยังไม่เคยทำประกันมาก่อน อีกใจหนึ่งก็อยากเอาเบี้ยประกันไปช่วยลดหย่อนภาษีด้วย ผมจ่ายเบี้ยไปประมาณหนึ่งปี ตัวแทนที่ดูแลผมก็ลาออกจากการเป็นตัวแทน แม่ทีมของตัวแทนคนนั้นมาเป็นคนดูแล (เฉพาะตอนเรียกเก็บเบี้ย) ผมต่อ
จนในปี 2549 ก็มีตัวแทนประกันอีกคนจากบริษัทเดิมโทรมา ผมปฏิเสธไปว่ามีกรมธรรม์อยู่แล้ว แต่ตัวแทนก็ไม่ลดละความพยายาม เกลี้ยกล่อมผมว่าน่าจะลองมีอีกสักฉบับดู เพราะกรมธรรม์นี้ให้ผลตอบแทนสูงถึง 221% ผมเลยขอให้ช่วยส่งเอกสารรายละเอียดมาให้ผมดูหน่อย มาคราวนี้ผมมีความรู้ด้านการเงินแล้ว ก็เลยลงมือคำนวณดูว่าผลตอบแทน 221% จริงหรือเปล่า
เอกสารที่ตัวแทนส่งมาให้ แจ้งว่าทุนประกันมีมูลค่า 150,000 บาท ชำระเบี้ยเดือนละ 3,181.20 บาท หรือตกวันละร้อยบาทนิดๆ เท่านั้น ชำระเพียง 7 ปี แต่อายุกรมธรรม์ยาวนานถึง 15 ปี มีการจ่ายเงินคืนให้ทุก 2 ปี จนกว่าจะหมดอายุกรมธรรม์

นี่คือตารางที่ผมทำสรุปออกมาจากเอกสารที่ตัวแทนส่งมาให้ ช่อง Cash Out ก็คือเงินที่ไหลออกจากกระเป๋าผม ผมต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันเดือนละ 3,181.20 บาท หรือปีละ 38,174.40 บาท เป็นเวลา 7 ปี โดยที่ผมจะได้รับเงินคืนทุก 2 ปี โดยในปีที่ 2, 4, 6 จะได้รับคืน 6% ของทุนประกัน (150,000 x 6% = 9,000 บาท) ปีที่ 8, 10, 12 ได้รับคืน 7% (10,500 บาท) ปีที่ 14 ได้รับคืน 12% (18,000 บาท) และเมื่อหมดอายุกรมธรรม์ จะได้รับคืน 170% (255,000 บาท)
ในเอกสารแจ้งว่า ทุนประกันของผมเพียง 150,000 บาท แต่ผมจะได้รับเงินคืนรวมกันแล้วสูงถึง 331,500 บาท คิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 221% (331,500 / 150,000 x 100%)
ไม่น่าเชื่อว่าเอกสารจะโกหกผมโต้งๆ แบบนี้เลย รู้หรือยังครับว่าโกหกอย่างไร? ลองใช้เวลานั่งคิดดูสักหน่อยแล้วค่อยอ่านต่อครับ
หลังจากผมได้รับเอกสารแล้ว ตัวแทนก็โทรกลับมาพูดคุย ผมบอกไปว่าเอกสารที่ส่งมามันไม่ถูกต้องนะ ตัวเลขมันผิดความจริงไปเยอะมาก ผมอธิบายให้ฟัง แต่ดูเหมือนตัวแทนจะไม่ค่อยเข้าใจ เป็นไปได้ว่าตัวแทนคงไม่ได้ทำเอกสารนี้เอง อาจจะเป็นเอกสารของแม่ทีม หรืออาจจะเป็นของบริษัทเลย แล้วตัวแทนก็ฟังแม่ทีมหรือบริษัทมาอีกทีโดยที่มองไม่เห็นจุดผิดพลาด
วิธีการคิดผลตอบแทนที่เอาทุนประกัน 150,000 บาทมาเป็นตัวฐานนั้นไม่ถูกต้องครับ เพราะผมไม่ได้จ่ายเงินออกไปแค่ 150,000 บาท แต่ผมต้องจ่ายถึง 267,220.80 บาท (38,174.40 x 7 ปี) ถ้าจะคิดผลตอบแทนด้วยวิธีนี้ จะต้องใช้ตัวเลข 267,220.80 บาทเป็นตัวฐาน คิดออกมาได้ 124% (331,500 / 267,220.80 x 100%) แต่นี่เรายังไม่ได้หักเงินต้นคืนนะครับ ถ้าหักเงินต้นออกมาแล้วก็จะเหลือกำไรเพียง 24% เท่านั้น และเป็น 24% ที่จะได้รับครบถ้วนก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้วถึง 15 ปี อยากบอกว่าผมถือหุ้นเพียงปีเดียวก็ได้ผลตอบแทนเกือบ 100% แล้ว
วิธีคิดผลตอบแทนแบบนี้ก็ยังไม่ค่อยละเอียดมาก เพราะตัวเลขที่ผมอยากรู้ก็คือผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับการลงทุนแบบอื่นได้ เช่น การฝากธนาคาร หรือการซื้อพันธบัตร ที่ระบุตัวเลขผลตอบแทนต่อปีให้ประชาชนทราบ
ผมทำตัวเลขเพิ่มเติมจากเอกสารที่ตัวแทนส่งมาให้ โดยหาตัวเลขเงินรับ(หรือจ่าย)สุทธิในแต่ละปี ด้วยการเอาเงินรับในแต่ละปีลบออกด้วยเงินจ่ายในปีนั้นๆ สูตรง่ายๆ ครับ คิดเหมือนกับการคำนวณหากำไรด้วยการเอารายรับลบออกด้วยรายจ่าย

เมื่อได้ตัวเลขเงินรับ(หรือจ่าย)สุทธิในแต่ละปีแล้ว เราก็ใช้ Excel ใส่สูตร =IRR(เงินสุทธิปีที่ 1…เงินสุทธิปีที่ 15) ซึ่งสูตรนี้เรียกว่า Internal Rate of Return ใช้สำหรับหาผลตอบแทนเฉลี่ยต่อช่วงเวลาหนึ่ง ในที่นี้จะเห็นได้ว่าคำนวณออกมาได้เพียง 2.30% ต่อปี
ในช่วงนั้น ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต่างแข่งขันกันให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะสั้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารหนึ่งให้ 5% อีกไม่กี่วันต่อมาธนาคารอีกแห่งจะให้ 5.25% เรียกได้ว่าผู้เกษียณอายุที่มีเงินก้อนที่ไม่รู้จะนำไปลงทุนอะไร ต่างก็แห่ไปเปิดบัญชีแล้วย้ายเงินข้ามธนาคารกันให้วุ่น
แล้วทำไมผมจะต้องเอาเงินไปจมไว้กับประกันออมทรัพย์ด้วยล่ะ? ผลตอบแทนเพียง 2.30% ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในหลายๆ ปีที่ผ่านมาเลย เอาเงินไปฝากประจำยังดีกว่าอีก ตัวแทนตอบผมว่าประกันออมทรัพย์มีความคุ้มครองให้ด้วย กรณีที่เสียชีวิต ผู้ที่อยู่ข้างหลังก็จะได้รับเงินชดเชย
จริงๆ แล้วเราสามารถคำนวณได้ด้วยว่าเราควรจะมีโอกาสเสียชีวิตในช่วง 15 ปีของอายุกรมธรรม์มากน้อยแค่ไหนถึงจะคุ้มที่จะทำประกัน ผมคำนวณออกมาแล้วปรากฎว่าผมต้องมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากกว่า 50% ถึงจะคุ้ม แปลว่าถ้าผมออกนอกบ้าน 2 วัน จะต้องมีอย่างน้อย 1 วันที่ผมมีโอกาสถูกรถชนตาย ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก
แต่สุดท้ายแล้วผมก็ทำประกันกับตัวแทนคนนี้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ผมนำตัวเลขผลตอบแทนไปเปรียบเทียบกับกรมธรรม์ฉบับเก่า ปรากฎว่าฉบับเก่าให้ผลตอบแทนไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ ผมเลยยกเลิกฉบับเก่าเพื่อ cut loss ค่าเสียโอกาส แล้วเปลี่ยนมาทำฉบับใหม่แทน อีกเหตุผลก็คือเงินเดือนผมสูงขึ้น ผมต้องการจ่ายเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจะได้ลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น และเหตุผลสุดท้ายก็คือผมรู้สึกว่าควรจะมีประกันแบบนี้ไว้ใช้เป็นยันต์กันผี เวลามีตัวแทนคนอื่นมาเสนอขายจะได้บอกว่า “ผมมีประกันอยู่แล้วครับ”
บทความที่เกี่ยวข้องกัน










November 23rd, 2007 at 13:13 น.
จริงด้วย คิดไม่ถึงเลยว่าเค้าจะหลอกเราให้หลงเชื่อได้ขนาดนี้
เกือบหลวมตัวซะแล้ว ต้องขอบคุณมากเลยที่ชี้ทางสว่างให้
แล้วไม่ทราบว่ามีข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่อง กองทุนรวมต่าง ๆบ้างมั้ยคะ
คือตอนนี้อยากหาแหล่งเงินฝากที่เสี่ยงน้อยแต่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ปู
December 4th, 2007 at 23:51 น.
ขอบคุณมากเลยค่ะ แล้วเอกสารที่ตัวแทนหรือว่าบริษัทจัดทำมาเสนอลูกค้าอย่างนี้ก็เข้าข่ายหลอดลวงผู้บริโภคไหมคะ
December 5th, 2007 at 1:48 น.
ตอบยากครับว่าหลอกลวงหรือเปล่า เพราะมันขึ้นกับการตีความ ถ้าเราตีความตามตัวเลขเงินต้นกับเงินทั้งหมดที่จะได้รับคืน โดยไม่เอาเรื่องเวลามาคิด มันก็ได้ผลตอบแทนตามที่เอกสารของตัวแทนเค้าเขียนไว้แหละครับ แต่พอเอา time value of money มาคิดก็เป็นอีกเรื่องเลย
December 6th, 2007 at 21:57 น.
คุณอภิศิลป์คะ
ข้อมูลนี้มีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ จะได้ไม่ถูกประกันหลอก
รบกวนคุณอภิศิลป์ช่วยแนะนำสูตร excel การคิด IRR หน่อยค่ะ
เข้าไปดูใน help ทำตามแล้ว error ขึ้น เป็น #NUM! ค่ะ
สูตรใน help คือ =IRR(A2:A6)
เพื่อนช่วยเปิดตำรา ได้สูตร =IRR{(-เงินลงทุน,ผลตอบแทน,ผลตอบแทน,ผลตอบแทน,)} ก็ทำไม่ได้ ขึ้น error ค่ะ
รบกวนหน่อยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
December 6th, 2007 at 22:13 น.
เซล A2 – A6 มีข้อมูลอะไรอยู่บ้างครับ?
January 3rd, 2008 at 22:08 น.
ถูกต้องครับ การทำประกันนั้น ไม่ว่าจะแบบออมทรัพย์หรือแบบอื่นๆ
ล้วนไม่คุ้มค่าเมื่อมองจากมุมของนักการเงิน หรือนักลงทุน
แต่ลองมองในมุมอื่นๆ ดูบ้างนะครับ
มีการออมหรือการลงทุนใดบ้าง
ที่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว
หรือคนที่คุณรักได้เพียงชั่วข้ามคืน
มีการออมหรือการลงทุนใดบ้างที่เข้ามาช่วยจัดการแผนสำหรับอนาคต
โดยให้การรับรองตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ต้องยอมรับนะครับว่ายังทีคนอีกมากที่ขาดวินัยในการออม
หรือไม่เคยวางแผนการออมสำหรับอนาคตเลย
ประกันเข้ามามีบทบาทในเรื่องที่กล่าวมานี้ครับ
ยังมีคนไทยอีกมาก (และตัวแทนบางคน)ที่เข้าใจประกันแบบผิดๆ
โดยเอาไปเปรียบกับการลงทุนบ้างล่ะ เปรียบกับการฝากธนาคารบ้างล่ะ
ด้วยเหตุที่ว่าความรู้ด้านการประกันของคนไทยเรานั้น
ค่อนข้างน้อย (รู้อย่างลึกซึ้ง)
บางคนถึงกับพูดว่าไม่รู้จะทำไปทำไมด้วยซ้ำ
และหลายคนให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องประกัน
ซึ่งก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับครอบครัว และอนาคตของตัวเอง
เคยสงสัยไหมครับ
ทำไมรัฐบาลต้องช่วยเหลือให้ผู้ทำประกันได้ผลประโยชน์ลดหย่อนภาษี
…
นั่นเพราะว่ารัฐบาลรู้ดีว่าหากประชาชนมีการวางแผนการออม
หรือแผนประกันสุขภาพที่ดีแล้ว
จะเป็นการช่วยลดภาระของรัฐในการจัดหาสวัสดิการ
และลดปัญหาทางสังคมไปได้มากทีเดียว
เรื่องนี้ได้ผ่านการพิสูจน์ในประเทศที่เจริญแล้วมาเป็นร้อยปีครับ
ส่วนตลาดบ้านเราเพิ่งจะเดินมาได้ 70 ปีเอง
ในประเทศที่เจริญแล้วผู้คนจะมีประกันไม่มากก็น้อยแทบจะทุกคน
ผู้คนจะคิดวางแผนอนาคต คิดถึงการดำเนินชีวิตหลังเกษียณ
คิดถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล (แพงมาก)
คิดแล้วมีคนทำประกัน 100-300% ด้วยซ้ำ
บ้านเราผ่านมา 70 ปี มีคนทำประกันไม่ถึง 20%
แสดงถึงความรู้ความเข้าใจที่ยังน้อยอยู่มาก
กิจจา อมรมงคล
ตัวแทนประกันชีวิต aia ปีที่ 8
March 25th, 2008 at 16:50 น.
เห็นด้วยกับคุณ กิจจา อมรมงคล เป็นอย่างยิ่ง
คุณเคยเห็นคนที่เสียใจเพราะทำประกันบ้างมั้ยครับ
คุณเคยเห็นคนอเมริกา คนญี่ปุ่น คนยุโรป คนเกาหลีมาเกษียณในเมืองไทยบ้างมั้ยครับ ตอนนี้ลูกค้ากว่า 80%ที่อยู่เชียงใหม่
เป็นชาวต่างชาติทั้งนั้นเลย มาเกษียณที่เชียงใหม่ เพราะว่า
พวกเค้าไม่ได้เก็บเงินมากพอที่จะเกษียณตัวเองด้วยค่าครองชีพที่สูง
เงินที่พวกเค้ามีไม่สามารถเกษียณอย่างมีคุณภาพและมีความสุขได้
พวกเค้าจึงต้องหาประเทศที่ 3 เพื่อที่จะทำให้เค้าเกษียณได้
ในปัจจุบันอเมริกามีประกันถึง 300% ญี่ปุ่นมีประกัน 400%
หมายความว่ามีประกันคนละอย่างน้อย 3-4 ฉบับ
ในขณะที่ประเทศไทยมีประกันอยู่แค่ 16% หมายความว่า ใน 100 คน
จะมีเพียง 16 คนเท่านั้น ที่มีประกันชีวิต
ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน สิงคโปร์มีประกันอยู่ 8% ขณะที่ประเทศไทยมีอยู่ 3% ปัจจุบัน สิงคโปร์ มีประกันอยู่ถึง 80กว่า-90% แล้ว
ประเทศไทยนั้นยังล้าหลังอยู่มาก เพราะว่ามีแต่คนคิดในแง่ร้ายกับประกันชีวิตจนเกินไป
June 10th, 2008 at 20:53 น.
ประกันอุบัติเหตุน่าทำกว่าประกันแบบออมทรัพย์15ปี 20ปีนะ
กว่าจะถึงเวลานั้นค่าเงินมันก็ไปถึงไหนแล้ว
June 20th, 2008 at 7:39 น.
ผมว่าถ้าจะคิดให้ละเอียดจริงๆ มันมีหลายปัจจัยอะครับ
เพราะผมก็เคยนั่งคิดเหมือนกัน ส่วนหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือ ได้ลดภาษี ซึ่งมูลค่าภาษีนั้นเรียกได้ว่าสูงทีเดียว สำหรับคนที่มีเงินเดือนสูงๆ
ส่วนเรื่อง IRR นั้นผมคิดว่าไม่มีกรรมธรรณ์ไหนหรอก ที่จะให้ IRR > 4% เป็นไปได้ยากครับ
June 20th, 2008 at 7:41 น.
คิดในอีกแง่นะครับ สำหรับคนที่ออมเงินไม่ค่อยเก่ง
แนวว่าควบคุมค่าใช้จ่ายตัวเองไม่ค่อยได้
วิธีฝากเงินออมไว้กับประกัน ก็เป็นอีกวิธีนะครับที่ อาจช่วยให้คุณได้
รับเิงินออมในบั้นปลาย (แต่ฉุกเฉินก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี)
July 28th, 2008 at 10:32 น.
คุณ อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ เป็น blogger ที่ให้ความรู้ และมีสาระดีๆ และได้มาเข้ามาอ่านบ่อยๆ แต่ post นี้ไม่เห็น แต่เห็นจาก google search engine
ขอออกความคิดเห็นนะครับ
ตัวแทนอ้างผลตอบแทน 221% มันไม่มีจริงหรอก ช่างพูดไปได้ อาจจะให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ทั้งนั้น แบบที่ออกมาจะผ่านการคิดของนักคณิตศาสตร์ และมีกรมการประกันภัย คอยตรวจสอบ
ดอกเบี้ยเฉลี่ยต่อปี 64279.20/15 = 4285.28
หากโดนภาษีฐาน 20% เบี้นประกันที่สามารถนำมาหักลดหย่อนไดคืนมาอีก 38174.40×20%=76348.80
แต่หากฝากธนาคารประจำก็ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ และดอกเบี้ยประจำต้องเสียภาษี
หมายเหตุ
ปัจจุบัน เบี้ยประกันที่จ่ายต่อปีสามารถหักค่าลดหย่อนได้ 1 แสนบาท
February 11th, 2009 at 18:32 น.
ได้ความรู้ความเข้าใจเยอะเลยครับ
โดยเฉพาะคนที่เข้ามาโพสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ทำให้ผมผู้ที่เพิ่งทำงานได้ไม่ถึงปี
ได้รับแง่คิดเกี่ยวกับเรื่องประกันไปมากโข
นานาจิตตังจริงๆ แต่สรุปแล้ว การทำประกันก็ยังน่าสน
ประมาณว่ามันดูอ่นใจมากกว่าหลักลอยๆอ่ะนะ ตามความคิดผมนะ
March 3rd, 2009 at 22:02 น.
หลอกแน่ ๆ เพราะทุนประกัน 150,000 บาท ก็ต้องจ่ายแค่นั้น ฝากบอกไว้นะค่ะ
ถ้าใครคิดจะทำ ต้องดูทุนประกันและผลตอบแทนด้วยค่ะ
เช่น ทุนประกัน 150,000 บาท คุ้มครอง 15 ปี สะสมทรัพย์ เพียง 7 ปี จะตกปีละ 21,428.6 บาท
ส่วนปันผลจะแล้วแต่บริษัทประกันนั้นๆ จะตอบแทน (มันคือเงินที่นอกเหนือจาก 150,000 บาท )ต้องคำนวณดีๆ ว่าคุ้มไหม
เพราะในกรณีนี้เงิน 150,000 บาท ไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้จนกว่าจะครบ 15 ปี (ถ้าถอนมาก่อนจะโดนหักโน้นนี้)
June 19th, 2009 at 11:50 น.
ขอบคุณสำหรับวิทยาทานค่ะ
กำลังมีความคิดที่จะทำประกันประเภทนี้อยู่พอดี
ทั้งที่เคยโดนประสบการณ์ร้ายจากตัวแทนมาแล้ว (ย้ำว่าตัวแทนไม่ใช่บริษัทค่ะ)
พอมาอ่านข้อมูลนี้ก็เลยมีความรู้สึกว่าผลตอบแทนไม่ได้มาก และยังไม่เหมาะกับตัวเอง
เลยอยากถามคุณอภิศิลป์ หรือผู้รู้ท่านอื่นว่า
ถ้าบุคคลที่มีรายได้น้อย และไม่แน่นอน ควรจะออมเงินในลักษณะไหนที่ปลอดภัย และคุ้มค่าคะ
July 21st, 2009 at 16:14 น.
วันนี้ดิฉันก็ตัดสินใจทำประกันแบบออมทรัพย์แบบนี้ค่ะ ทุนประกัน 150,000 จ่ายเดือนละ 3,619 บาท ก็ตกปีละ 43,428 บาท ฝาก 7 ปี แต่ต้องทิ้งเงินไว้ 15 ปี ถึงจะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืน ตามที่หลายๆ คน มาโพสไว้ คือ ทุกๆ 2 ปี ได้ 6% (สำหรับปีที่ 2,4,6) พอปีที่ 7 เราปิดการฝาก เค้าก็จะจ่ายคืน 7% สำหรับปีที่ 8,10,12 และปีที่ 14 เค้าถึงจะจ่ายคืน 12 % โดยคิด% จากเงินทุนประกัน 150,000 บาท ซึ่งให้ความคุ้มครองเราด้วยที่ 150,000 บาท ถ้าอยากได้กรรมธรรม์ก็ซื้อเพิ่มได้ คุณ Joy คะ ไม่ใช่เราฝากแสนห้านะคะ เราฝากเป็นสามแสนนู้นค่ะ แสนห้านี่คือความคุ้มครองและเป็นฐานคิดดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้เรา ตอนแรกก็เข้าใจแบบคุณ Joy เหมือนกันค่ะ
แต่ที่เลือกทำเพราะ ดิฉันอายุ 25 ไม่มีภาระ ทรัพย์สินอย่างอื่นก็ซื้อเป็นของตัวเองได้หมดแล้ว ขาดแต่วินัยการเก็บเงิน การออมแบบนี้มาช่วย เพราะว่าเป็นการออมเงินแบบไม่รู้ตัว มีรายได้ก็แบ่งๆ มาออม แต่ไม่ได้ออมทางนี้ทางเดียว นี่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเท่านั้นที่จะทำให้คนอย่างดิฉันมีเงินเก็บอีกก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มองว่าออมแบบไหนดีไม่ดี เสียเปรียบได้เปรียบ ขึ้นอยู่กับการจัดการ การเงินและเหตุผลส่วนตัวของแต่ละคนมากกว่า รู้ว่าบริษัทต้องเอาเงินของเราไปหมุนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ยังไง 3% ที่เค้าจ่ายให้เราก็เป็นแค่ประมาณการ จึงไม้ได้ฝากมาก เดี๋ยวตัวเองจะไม่มีเงินหมุนด้วย ส่งเดือนสามพันกว่านี่ ตั้งเจ็ดปี ต้องส่งตลอด ขาดส่งไม่ได้ ไม่งั้นคือการทิ้งเงินไปเลย เลยขอออมแค่นี้ละคะ พอประมาณ เหมาะสม เพราะเราจะฝากค่าขนมทุกเดือนอยู่แล้ว แค่มีออมทรัพย์ตัดแบ่งไปออมให้เราอีกนิดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เงินออมของเรา ก็จะมีกับธนาคารส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่บริษัทประกันค่ะ ดิฉันจะได้ไม่เอาออกมาใช้ ก็กันไว้อ่ะคะ ฝึกตัวเอง
เคยฟังผู้ใหญ่เขาพูดมาว่า คนมีเงิน เข้าใจลงทุน เขาไม่ได้ลงทุนแค่พอร์ทเดียว เขากระจายความเสี่ยง เราก็เลยแบ่งค่าขนมมาออมแบบนี้มั่ง เผื่อวันหน้าจะมีความรู้และจัดสรรเงินเป็นมากกว่านี้
ก็มาแชร์ประสบการณ์ตามประสาเด็กนะคะ เผื่อจะเป็นประโยชน์ของคนวัยเดียวกัน รายได้ ภาระ การเก็บ การจ่ายที่ เหมือนๆ กัน ไม่ได้เชียร์ว่าแบบไหนดีกว่า ควร ไม่ควร ก็ลองพิจารณาดูนะคะ แต่ละคนความพร้อมและเหตุผลไม่เหมือนกัน
August 4th, 2009 at 14:20 น.
ระวังนะครับ Case ของผม จ่าย5/20มีดังนี้
1. จ่าย 5 ปี คุ้มครอง 20 ปี
2. จ่ายค่าเบี้ยปีละ 50000 บาท และต้องจ่ายต่อไปอีก 5 ปี รวม 250000 บาท
3. ถ้าเสียชีวิต ปีแรก จ่าย 100% ของทุนประกัน ปีที่ 2 จ่าย 200% ของทุนประกันเรื่อยไป จนถึงปีที่ 5-20 จ่าย 500% ของทุนประกัน
4. ได้รับเงินคืน 5% ของทุนประกันทุกปี
** ดูคร่าวๆ – ใช้ได้…………
** หลังจากตรวจดูอีกครั้ง พบว่า วงเงินทุนประกัน = 50000 บาทเท่านั้น
** สรุปได้ว่า ผมได้เงินคืน 5 % ของเงิน 50000 ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 20 (ได้เงินคืนประมาณ 1%กว่า/ปี)
** ถ้าไม่เสียชีวิตภายใน 20 ปีไม่ได้เงินคืน -เสียชีวิตถึงจะได้เงินที่ชำระไปคืน (ถ้าไม่ตายไม่ได้คืน)
** ผมว่าเอาเงินไปฝากธนาคารดีว่า – จะถอนเงินต้นเมื่อไรก็ได้ อัตราดอกเบี้ยขึ้นลงตลอด เจ็บป่วยก็ถอนออกมารักษาตัว แต่ประกันแบบนี้เจ็บป่วยก็รอวันตายเอาเงินมารักษาก็ไม่ได้ ไม่มีกินก็ต้องอดตายก่อน ประกันถึงจะจ่าย
เตือนไว้ครับ จะได้ไม่สะเพร่าแบบผม